หนึ่งเสี้ยวความทรงจำ … ทหารอาสาสมัครสงครามเวียดนาม – ลาว (1)


หมายเหตุ : 1) บทความนี้นำเสนอบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับความทรงจำช่วงชีวีตของนายทหารอาสาสมัครชาวไทยคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสร่วมรบในสงครามเวียดนามระหว่างปี พ.ศ. 2511 – 2516 สาระสำคัญของบทสัมภาษณ์ เป็นการสนับสนุนข้อเสนอในการศึกษาก่อนหน้านี้ ซึ่งเสนอว่า มุมมองของคนในสังคมไทยเกี่ยวกับสงครามเวียดนาม และประเทศเพื่อนบ้าน เป็นมุมมองที่ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากการเผยแพร่ และดำเนินการแทรกแซงของรัฐบาลไทยที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ มุมมองของผู้ให้สัมภาษณ์ เป็นมุมมองตัวแทนของคนไทยที่มีชีวิต และประสบการณ์ตรงในสังคมไทยในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรักษาสาระสำคัญ และภาพที่ต้องการนำเสนอ บทความนี้ได้คงคำพูดของผู้ให้สัมภาษณ์โดยได้ใส่เครื่องหมายคำพูดไว้ ภาพประกอบที่ใช้ในบทสัมภาษณ์นี้ เป็นสมบัติส่วนตัวของผู้ให้สัมภาษณ์ซึ่งอนุญาตให้ใช้ในบทความเท่านั้น


2) บทความนี้มีการอ้างอิงข้อมูลข้อเท็จจริงจาก กุลลดา เกษบุญชู มี้ด (2550) การเมืองไทยในยุคสฤษดิ์ – ถนอม ในโครงสร้างอำนาจโลก. รายงานวิจัยโดยการสนับสนุนจากทุนปรีดี พนมยงค์ มูลนิธิ 50 ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย ปีพุทธศักราช 2550; พวงทอง รุ่งสวัสดิทรัพย์ ภวัครพันธุ์. (2549) สงครามเวียดนาม: สงครามกับความจริงของ “รัฐไทย”. กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.; ประจักษ์ ก้องกีรติ (2548) และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. เป็นต้น — หากต้องการบทความ version ที่มีการอ้างอิง footnotes กรุณาให้ e-mail ไว้ค่ะ — จะส่งให้


———————————————————


นับเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้วที่สงครามเวียดนาม หรือที่มีผู้เรียกกันทั่วไปว่า สงครามอินโดจีน ตามพื้นที่สมรภูมิที่ครอบคลุมทั้งเวียดนาม ลาว และกัมพูชา ได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมิได้ถูกนับรวมเป็นหนึ่งในสมรภูมิรบ แต่การที่ประเทศไทยมีพรมแดนติดต่อกับทั้ง 3 ประเทศ รวมทั้งรัฐบาลไทยได้ประกาศตัวเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่สมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นต้นมา ซึ่งรวมไปถึงการยินยอมให้สหรัฐฯ เข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นสถานที่ตั้งฐานทัพและยุโธปกรณ์ต่างๆ เพื่อใช้ในการสงคราม ก็ทำให้ประเทศไทยเปรียบเสมือนเข้าร่วมในภาวะสงครามด้วย นอกจากนี้ การสร้างกระแสของรัฐบาล โดยการสนับสนุนของสหรัฐอเมริกา เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการดำรงอยู่การสร้างฐานทัพ และการนำยุทโธปกรณ์ทั้งหนัก และเบา รวมทั้งทหารสหรัฐฯ จำนวนมากเข้ามาไว้ในประเทศไทย มีอิทธิพลเป็นอย่างมากต่อความคิดจิตใจของคนไทยที่ใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าว สะท้อนออกมาในโลกทัศน์ และมุมมองต่อโลกและสังคมในยุคนั้น และได้กลายสภาพมาเป็นความทรงจำในวันนี้


สงครามเวียดนาม นับเป็นสงครามครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่ไทยได้ส่งกองกำลังพลของตนเข้าไปทำการรบถึงในพื้นที่ของประเทศเวียดนาม รวมทั้งได้กลายเป็นฐานทัพสำหรับส่งเครื่องบินรบของอเมริกันเข้าไปโจมตีเวียดนามเหนือ การที่สงครามยังได้กระจายครอบคลุมจากเวียดนามเหนือเข้าสู่ลาวตาม “เส้นทางโฮจิมินห์” และภาคตะวันออกของกัมพูชา ทำให้สงครามครั้งนี้นับเป็นสงครามที่สร้างความสูญเสียทั้งในแง่ของชีวิต เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อมให้กับประเทศในอินโดจีนอย่างมากที่สุด โดยยังคงมีร่องรอยของสงครามดังกล่าวปรากฎให้เห็นอย่างชัดเจนในปัจจุบัน สำหรับประเทศไทยนั้น แม้ว่าผลกระทบที่ได้รับในด้านกายภาพจะถือว่าน้อยมากหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ชีวิตของทหารไทยจำนวนมากที่ต้องสังเวยให้กับการต่อสู้นอกแผ่นดินเกิด สิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลายในบริเวณที่มีการสร้างฐานทัพ และติดตั้งยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ รวมทั้งความรู้สึกหวาดผวาของชาวบ้านทั้งในบริเวณฐานทัพ และชายแดน ที่ต้องเผชิญกับเครื่องบินและการทิ้งระเบิดไม่เว้นแต่ละวันเป็นเวลานานนับปี ก็เป็นสิ่งที่ทำให้บาดแผลจากสงครามเวียดนามยังคงทิ้งร่องรอยความเจ็บปวดไว้ในจิตใจของคนไทยจำนวนมากมิได้แตกต่างจากประชาชนในประเทศเพื่อนบ้านเลย


นอกจากความเสียหาย และสูญเสียในแง่กายภาพ และจิตสังคมในแง่ของปัจเจกบุคคลแล้ว ในด้านสังคมการเมืองไทยในภาพรวมนั้น พวงทอง รุ่งสวัสดิทรัพย์ ภวัครพันธุ์ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า สงครามเวียดนามเป็นประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศที่ผู้คนในสังคมไทยถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างกว้างขวางที่สุด ตั้งแต่สมัยของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม จนถึงรัฐบาลพลเรือนหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 กลุ่มพลังทางการเมืองทั้งซ้ายและขวา สถาบันหลักของชาติ และประชาชนทั่วไป โดยในระยะแรกที่สหรัฐอเมริกาเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานทัพเข้าไปทิ้งระเบิดในอินโดจีน สื่อมวลชนของไทยต่างให้การสนับสนุนนโยบายการเข้าร่วมสงครามของรัฐบาลอย่างท่วมท้น บทบาทของไทยในสงครามเวียดนามเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมอย่างยิ่งในความรู้สึกของประชาชนคนไทย


การสร้างกระแสดังกล่าว ที่รวมไปถึงการปลุกระดมความรักชาติในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้เมื่อทางการประกาศรับสมัครชายไทยเข้าร่วมเป็นทหารกองประจำการ และทหารอาสาสมัคร เข้าร่วมรบในสงครามที่เวียดนาม และต่อมาในประเทศลาว มีชายไทยจำนวนมากสมัครเข้าร่วมในสงครามเวียดนามจนมากเกินความต้องการของรัฐบาลไทยรบ โดยนอกเหนือจากความรักชาติ ไม่ต้องการให้ประเทศไทยตกเป็นคอมมิวนิสต์ตามทฤษฎีโดมิโน แล้ว ยังเป็นผลมาจากการที่ทหารทั้งกองประจำการที่สมัครไปรบในสงครามเวียดนาม และทหารอาสาสมัคร หรือที่เรียกว่า “ทหารรับจ้าง” จะได้รับค่าตอบแทนที่สูงกว่าทหารกองประจำการ รวมทั้งได้รับสวัสดิการต่างๆ ทั้งส่วนตัว และครอบครัว โดยข้อมูลที่สื่อไทยนำเสนอคือ สหรัฐฯ จะจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้พลทหารถึงเดือนละ 3,000 บาท นายทหารจะได้เดือนละ 10,000 บาท ก่อนเดินทางจะได้รับค่าเครื่องแต่งกายอีกคนละหลายพันบาท ผู้ที่ไปรบ จะได้สิทธิพิเศษ และบำเหน็จบำนาญเช่นเดียวกับทหารผ่านศึกเกาหลีทุกประการ


หลังจากที่มีการเจรจากันเกี่ยวกับการส่งทหารในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2509 ประเทศไทย โดยรัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร ได้ประกาศส่งกองกำลังทางอากาศและทางเรือเข้าไปในเวียดนามเป็นครั้งแรก แลกกับการที่ขอให้สหรัฐฯ ช่วยเรื่องปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย ทั้งนี้ แนวทางความต้องการในการส่งทหารเข้าไปในเวียดนามใต้นั้น เป็นแนวทางที่เห็นพ้องต้องกันระหว่างผู้นำระดับสูงของไทย และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้ สหรัฐฯ เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ตั้งแต่การก่อสร้างค่ายฝึกที่กาญจนบุรี การฝึกภาคสนาม ชุดทหาร การขนส่ง อาหาร เงินเดือน ค่ารักษาพยาบาล และค่าชดเชยในกรณีทุพพลภาพหรือเสียชีวิต อีกทั้งตกลงที่จะมอบอาวุธที่ทหารไทยใช้ในสงครามเวียดนามให้เป็นสมบัติของกองทัพไทย จนกระทั่งเดือนมกราคม 2510 ไทยได้เตรียมกองกำลังภาคพื้นดินไว้กว่า 2,500 นาย และได้ส่งกองทหารชุดแรกจำนวน 2,207 นาย ในนาม “จงอางศึก” สังกัดกรมทหารอาสาสมัคร ซึ่งเป็นกรมที่ตั้งขึ้นเพื่อภารกิจในสงครามเวียดนามโดยเฉพาะ ไปถึงเวียดนามใต้ในเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2510 และในเดือนกรกฎาคมต่อมา ทางวอชิงตันก็ได้ขอให้ไทยส่งกำลังเข้าไปเพิ่มเติม ทำให้รัฐบาลไทยส่งกองกำลังเข้าไปเพิ่มเติมอีกในเดือนกรกฎาคมปีต่อมาจำนวน 11,300 นาย ภายใต้ชื่อ “กองพลทหารเสือดำ”



ผู้เขียนได้มีโอกาสสนทนากับบุคคลผู้หนึ่งที่เคยผ่านช่วงเวลาดังกล่าว กล่าวคือ ท่านเคยสมัครเป็นทหารอาสาเพื่อไปร่วมรบทั้งในสมรภูมิเวียดนาม และลาว โดยปัจจุบันท่านรับราชการในตำแหน่งระดับสูง ณ จังหวัดสิงห์บุรี บทสัมภาษณ์นี้ ผู้สัมภาษณ์ได้เรียบเรียงในรูปบทความ โดยมีการเพิ่มเติมข้อมูลข้อเท็จจริงบางส่วน เพื่อให้บทสัมภาษณ์มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ให้ข้อมูล ผู้เขียนไม่ขอเปิดเผยชื่อจริงของผู้ให้ข้อมูลในบทความนี้



ภูมิหลังชีวิต : ที่มาที่ไปของการสมัครมาเป็นทหารในสงครามเวียดนาม



“ผมเป็นเด็กต่างจังหวัดธรรมดา ๆ คนหนึ่ง เกิดที่จังหวัดพิจิตร มีพี่น้อง 6 คน ตัวผมเป็นลูกคนที่ 2 สมัยผมยังไม่เกิด พ่อแม่มีเรือรับจ้างบรรทุกข้าวอยู่ 1 ลำ หลังผมเกิดไม่กี่ปี พ่อแม่ก็ขายเรือ ย้ายขึ้นมาอาศัยบ้านของปู่ที่เป็นพี่ชายของย่าอยู่ ฐานะเรียกว่ายากจน หลังจากขึ้นมาอยู่บนบกแล้ว คุณแม่ผมก็หันมาทำขนมขาย … ตอนปี 2508 ที่ทางการเริ่มมีข่าวจะส่งทหารไทยไปเข้าร่วมสงครามเวียดนามแรก ๆ นั้น พอดีกับช่วงที่ผมได้สมัครเป็นทหารเกณฑ์อยู่ 2 ปี เมื่อปลดจากกองประจำการ แล้วได้ไปทำงานที่ อ. ตาคลี เมื่อประมาณช่วงปลายปี พ.ศ. 2510 ซึ่งเป็นช่วงที่สงครามเวียดนามกำลังดุเดือด มีทหารอเมริกันเข้าไปอยู่ที่สนามบินตาคลีเยอะมาก เขาเรียกว่าเป็นกองบิน 4 เป็นสนามบินที่อเมริกันใช้เป็นที่ส่งทหารไปรบ และทิ้งระเบิดที่เวียดนาม ต่อมาผมเองก็ได้สมัครเป็นพลทหารอาสาสมัครไปรบในสงครามเวียดนาม ”



“ผมอยากไปเวียดนาม เพราะมีแรงบันดาลใจหลักคือ อยากทดแทนคุณแผ่นดิน เพราะตอนนั้นภัยคอมมิวนิสต์กำลังทวีความรุนแรงมาก นอกจากนั้นผมต้องการสิทธิต่าง ๆ จากการเป็นทหารผ่านศึก เช่น ครอบครัวมีสิทธิเข้ารับการรักษาพยาบาลฟรี เกี่ยวกับค่าธรรมเนียมต่างๆ ก็ได้รับการยกเว้น ค่าโดยสารพาหนะก็เสียแค่ครึ่งราคา อีกอย่างหนึ่งคือ ผู้ที่กลับมาจากสงครามเวียดนามเล่าให้ฟังเรื่องการสู้รบ ผมอยากไปดูว่ามันเป็นจริงอย่างที่เขาเล่าหรือเปล่า หลังจากวิทยุประกาศรับสมัครกองพลอาสาสมัครา ผมก็รีบไปรายงานตัวเลย …ตอนนั้นอาสาสมัครได้เงินเดือนเดือนละ 540 บาท ซึ่งผมให้น้องชายเป็นคนรับเงินเดือนทั้งหมดที่ประเทศไทย ผมไปกินเบี้ยเลี้ยงที่เวียดนาม วันละ 13 บาท ”


“ ผมประจำอยู่ที่หน่วยรบสังกัดกองพลที่ 3 กรมทหารราบที่ 1 ขึ้นกับศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก มีพลเอกเสริม ณ นคร เป็นผู้บัญชาการกองกำลัง เข้ารับการฝึกอบรมเมื่อปลายปี 2512 ใช้เวลาในการฝึก 6 เดือนเศษ ที่ ต. ลาดหญ้า อ. บ่อพลอย กาญจนบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองพลทหารราบที่ 9 โดยในการฝึกดังกล่าวเป็นการฝึกด้านการรบทุกชนิด ทั้งการรบแบบกองโจร และการรบแบบฉาบฉวย หลังจากเสร็จสิ้นการฝึกอบรม ได้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2513”



สงครามเวียดนามในความเข้าใจของทหารไทย




อดีตนายทหารผ่านศึกสงครามเวียดนามผู้นี้ ได้เล่าให้ผู้เขียนฟังถึงสงครามอินโดจีน ตามความเข้าใจของคนไทยโดยทั่วไปในยุคนั้นว่า “ที่ทหารไทยส่งไปรบ ส่งไปเวียดนามก่อน เพราะว่าสงครามเวียดนามนี่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2498 ที่ทหารฝรั่งเศส ถูกทหารเวียดนามเหนือตีแตกที่เดียนเบียนฟู ทำให้อำนาจของฝรั่งเศสในอินโดจีนหมดไป จากนั้นก็มีการแบ่งประเทศเป็นเวียดนามเหนือ เวียดนามใต้ ที่เส้นขนานที่ 17 พอแบ่งแล้วก็ต้องการที่จะรวมประเทศ คือฝ่ายเวียดนามเหนือนี่ต้องการจะรวมประเทศ ให้เป็นประเทศเดียวกัน ก็เลยเริ่มทำสงครามกับฝ่ายเวียดนามใต้ โดยใช้วิธีทำสงครามแบบบ่อนทำลาย เวียดนามเหนือจะมีพวกที่เรียกว่าเวียดกง เหมือนผู้ก่อการร้ายในประเทศไทย ที่เวียดนามเหนือจะให้การสนับสนุนให้ทำสงครามกองโจร จะทำแบบ แยกกันตี”


“ส่วนอเมริกานี่หนุนเวียดนามใต้ เหตุผลก็คือเวียดนามใต้เนี่ยมีทรัพยากรมหาศาล พวกป่าไม้ พวกน้ำมัน สวนยางนี่มีเป็นป่าดงดิบเลย ทรัพยากรนี่มากที่สุดเลย เหมือนพม่าตอนนี้ ที่อเมริกาจะเข้าไปเพราะมีทั้งป่าไม้ ทั้งก๊าซธรรมชาติ ทีแรกที่อเมริกาส่งทหารเข้ามาในประเทศแถวนี้ ก็คือมาแค่เป็นครูฝึก ฝึกให้ทหารเวียดนามใต้ต่อสู้กันเอง ให้รับผิดชอบตัวเอง หลัง ๆ ถึงได้เอาทหารชาติอื่นเข้าไปช่วย อย่างของเรานี่เป็นสมาชิก SEATO ที่ไปตาม SEATO คือปี 10 นายกรัฐมนตรีในตอนนั้นคือ จอมพลถนอม รัฐมนตรีต่างประเทศคือ พันเอกพิเศษถนัด คอมันตร์ ก็ไปทำสัญญาส่งไปช่วย อเมริกาเขาขอให้เราไปช่วย ชาติอื่น ๆ ก็มี ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ที่ไปช่วย ของเราเริ่มส่งไปครั้งแรก ปี 2510 ส่งไป 1 กรมทหารราบ เรียกว่าจงอางศึก ก่อนหน้านี้ก็มีส่งไปเหมือนกัน แต่ส่งเป็นหน่วยสนับสนุนที่เรียกว่า กอ งบินเบา ที่ส่งไปเป็นหน่วยรบหน่วยแรกคือหน่วยนี้ หลังจากจงอางศึกกลับไปแล้ว ต่อไปก็ส่งไปอีก 1 กองพล ประกอบด้วย ส่วนบังคับบัญชา (Division Command) มีกองบัญชาการ และกองร้อยกองบัญชาการ ส่วนรบ (Combat Element) ประกอบด้วยกรมทหารราบ 2 กรม (แต่ละกรมประกอบด้วย 3 กองพัน) กองพันทหารม้ายานเกราะ ซึ่งประกอบด้วย 3 กองร้อยทหารม้ายานเกราะ และ 1 กองร้อยลาดตระเวนระยะไกล ส่วนสนับสนุนการรบ (Combat Support Elements) ประกอบด้วยทหารปืนใหญ่กองพล กองพันทหารช่างสนาม กองพันทหารสื่อสาร กองทัพเครื่องบินเบา หมวดปฏิบัติการจิตวิทยา หน่าวยข่าวกรองทางทหาร และหน่วยรักษาความปลอดภัยทางการสื่อสาร นอกจากนี้ ยังมีส่วนสนับสนุนทางการช่วยรบ (Combat service support element) ประกอบด้วย กองร้อยทหารสารวัตร และกรมสนับสนุน มีสองรุ่น เป็นเหมือนกับทหารเกณฑ์ที่มีผลัด 1 ผลัด 2”

เช่นเดียวกับทหารไทยที่จะเดินทางไปออกรบทุกครั้ง ก่อนที่จะออกเดินทาง ทหารไทยที่ไปร่วมรบในสงครามเวียดนาม ทั้งที่เป็นนายทหารประจำการ และทหารอาสาสมัคร ต่างได้เข้าร่วมรับพระราชทานพระบรมราโชวาทจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระบรมราโชวาทที่ได้ทรง พระราชทานแก่คณะนายทหารกองพลอาสาสมัคร ผลัดที่ 3 ก่อนที่จะเดินทางไปปฏิบัติราชการ ณ สาธารณรัฐเวียดนาม ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม 2513 มีใจความตอนหนึ่งว่า “ … การที่ได้ออกไปปฏิบัติงานข้างนอกนี้ ก็เป็นการช่วยมิตรประเทศ เพื่อป้องกันความเป็นเสรี ความเป็นอิสสระของเขา แต่ในเวลาเดียวกัน เมื่อสถานการณ์ทั้งหมดของโลกมีความวุ่นวาย ถ้าเราปฏิบัติดีเข้มแข้งและเด็ดขาด ก็เป็นการป้องกันบ้านเมืองของเราเองด้วย… ”



แนวคิดที่ทรงพระราชทานนี้ เป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับแนวคิดที่รัฐบาลไทยได้ปลูกฝังความรู้ ความเข้าใจให้กับทหารไทย รวมทั้งประชาชนทั่วไปในสังคม ดังที่ผู้ให้สัมภาษณ์สะท้อนว่า “เหตุผลที่ไปรบที่เวียดนาม และที่ลาว ก็คือการไปรบนอกบ้าน ที่ไปรบนอกบ้านนี่ความเสียหายจะไม่ใช่บ้านเรา มาปะทะกัน เผาบ้านเผาเมือง มีคนตาย แต่ก็ไม่ใช่คนของเราตาย มีแต่ทหารที่ตาย เหมือนไปรบที่ลาวเหมือนกัน ถ้าดูจากแผนที่นี่ เวลาส่งกำลังไปบำรุง คือจากเวียดนามเหนือไปเวียดนามใต้ เขาจะส่งไปทางเขมร ทางลาว (ดูแผนที่) สาเหตุที่ไปรบที่ลาวนี่คือตามทฤษฎีโดมิโน… เวียดนามไปแล้ว เขมรไปแล้ว ถ้าลาวไปอีกนี่ก็มาถึงเราเลย นี่คือเหตุผลที่เราต้องส่งทหารไปรบที่ลาวด้วย”



สู่สมรภูมิเวียดนาม

“ตอนที่ไปเวียดนามครั้งแรกนั้น ค่ายที่ผมสังกัด ชื่อค่ายแบร์แคต อำเภอลองทั่น จังหวัดเบียนหว่า ห่างจากไซ่ง่อนใช้เวลาเดิน 1 ชั่วโมง ใน 1 เดือน จะอยู่ในสนามรบ 25 วัน พัก 5 วัน และมีภารกิจที่ต้องลาดตระเวนตลอด จึงมีการปะทะกับข้าศึกหลายครั้ง ส่วนใหญ่ได้รับชัยชนะ จนกระทั่งได้รับเหรียญบรอนซ์สตาร์จากผู้บัญชาการทหารสหรัฐฯ ในขณะนั้น ระหว่างนั้นก็มีการส่งทหารไทยชุดต่าง ๆ เข้าไป แต่ในขณะที่เราส่งทหารไทยเข้าไป ก็มีการถอนทหารชุดที่ส่งเข้าไปก่อนกลับมา เพราะว่าในอเมริกาเองมีการเรียกร้องต่อรัฐบาล ให้เอาคนของเขากลับ ก็มีการเจรจากันมาเรื่อย ๆ ของเราเองก็มีการถอนทหารไทยชุดที่ส่งเข้าไปชุดแรกๆ กลับ ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการลงนามถอนทหารตอนปี 2516 ก็จะมีการเจรจาอยู่เรื่อย ๆ คุยไปถอนไปเรื่อย ๆ ประมาณปี 14 ก็ถอนทหารเสร็จ ทหารเราที่ถอนออกมาก็มีการเอาอาวุธออกมาตั้ง เป็นกองกำลัง คือ กองพลทหารราบที่ 9 กาญจนบุรี เพราะว่าอาวุธยุโธปกรณ์ที่ใช้ในเวียดนาม เขายกให้เราเลย เราก็มาตั้งเป็นกองพลใหม่ ซึ่งกาญจนบุรีนี่ เป็นสถานที่เดียวกับที่ใช้ฝึกทหารก่อนที่จะไปเวียดนาม แต่พอถอนทหารกลับมาก็ไม่ได้มีส่งไปแล้ว เราถอนทหารกลับจากเวียดนาม ปีสุดท้ายคือปี 15 ทหารไทยก็ถอนออกมาหมด แต่ทหารอเมริกันบางส่วนก็ยังอยู่ มายุติจริง ๆ ก็ตอนปี ค.ศ. 1975 คือปี 2518”

About these ads