James Blunt’s Same Mistake (?): ความผิดเดิม ๆ กับทาง(ไม่?)เลือกในยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์



Out, out, brief candle!
Life’s but a walking shadow, a poor player
That struts and frets his hour upon the stage
And then is heard no more: it is a tale
Told by an idiot, full of sound and fury,
Signifying nothing.


-Shakespeare’s Macbeth, Act 5 Scene 5


“ฟังเพลง(ของ) James Blunt ไหม?”


มีใครบางคนถามเราอย่างนี้ ซึ่งตอนนั้นเราตอบไปว่า ก็ไม่ถึงกับชอบเป็นพิเศษ แต่ ‘ฟังบ้าง’ เนื่องจากถูกบังคับให้ฟังโดยมิวสิควิดิโอบนรถไฟฟ้า ซึ่งตอนนี้เพลงที่มัน เปิดบ่อยมาก ก็คือเพลงนี้ Same Mistake … ‘ความผิดเดิมๆ’ ที่เราฟังแล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่า … ขึ้นรถไฟฟ้าเนี่ย… มันผิดตรงไหนเหรอ ? คุณรู้ไหมคะว่าจากที่ทำงานเรามาจุฬาฯ ด้วยทางรถยนต์เนี่ย รถมันติดมากขนาดไหนตอนเที่ยง ? ..และเราอาจจะต้องใช้เวลามากกว่านั้นในการวนหาที่จอดรถด้วย….โธ่ เอ๊ย..ย…. -“-…..


แต่แน่นอนว่าความผิดของการขึ้นรถไฟฟ้า-หากว่ามี ก็คงไม่ใช่ ‘ความผิด’ ตามความตั้งใจของ James Blunt ที่จะสื่อออกมาในเพลงนี้ (…หรือเปล่า?) แล้วมันคือความผิดอะไร ? ความผิดอะไรที่เป็น “ความผิดเดิม ๆ” ที่เรา / มนุษย์ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ? ….อะไรบ้างที่เรา / สังคม / มนุษยชาติไม่เคยได้รับบทเรียนสักที? หรือ ‘ได้บทเรียน’ เหมือนกัน …. แต่ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ ? … หรือต่อให้ “ทางเลือก” (choices) นั้นมีอยู่จริง …. เราก็อาจจะ “เลือกผิด” ได้อีกเหมือนเดิม ?


.. Look at the stars beneath my feet


เราไม่แน่ใจว่าจะมีใครรู้สึกแปลก ๆ กับ phrase นี้เหมือนเราบ้างหรือเปล่า? คือเพลงภาษาอังกฤษ หรือเพลงไทยที่พูดถึง “ดวงดาว” นั้นมีอยู่เยอะแยะมากมายใครก็รู้ …. แต่โดยทั่วไปแล้ว “ดวงดาว” ในเพลงอื่น ๆ มักถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงสิ่งที่สูงส่ง ที่เรามักจะต้อง ‘แหงนหน้า’ มองเลยมากกว่าที่จะ ‘ก้มลง’ มอง เสียมากกว่า ตามการตีความของเรา “ดวงดาว” ที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า (beneath my feet) จึงเป็นการสื่อถึงการ “เอาชนะ” อะไรบางอย่างได้ และน่าจะเป็นอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ และมีคุณค่าพอสมควรเสียด้วย … เพราะไม่มีใครเคยใช้ดวงดาวสื่อถึงอะไรที่ไร้คุณค่า ….



There is no place I cannot go


ในการตีความที่สอดคล้องกับประโยคที่แล้วว่าด้วย ‘ชัยชนะ’ ประโยคนี้น่าจะเป็นการขยายความให้ชัดเจนขึ้น ว่าชัยชนะที่ James Blunt กำลังพูดถึงนั้น ก็คือการเอาชนะเหนือ “พรมแดน” ของโลก หรืออีกนัยหนึ่งก็คือความหมายของ “โลกาภิวัตน์” ที่เรารู้จักคุ้นเคยกันดีนั่นเอง ด้วยเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารที่ก้าวหน้าขึ้นทุกวัน ทำให้ปรากฏการณ์ โลกไร้พรมแดน ดูจะใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้นทุกที ไม่มีที่ไหนที่เราจะไปถึงไม่ได้ และไม่มีอะไรที่เราจะไม่รู้ หรือทำไม่ได้ หากมีทรัพยากรและความสามารถที่เพียงพอ — โดยเฉพาะในกรณีที่มีโอกาสไม่จำกัด เพียงแต่การที่เราจะ “เลือก” ที่จะทำหรือเปล่านั้น ย่อมเป็นวิถีของเราเอง – และแน่นอนว่า เมื่อเรา “เลือก” แล้ว เราไม่สามารถที่จะหวนกลับไปเลือกใหม่ได้เลย (I lose the track that loses me) นอกจากจะต้องเดินต่อไปตามวิถีที่เราได้เลือกแล้วเท่านั้น
และในวันหนึ่ง – เมื่อบรรษัทและทุนข้ามชาติเริ่มขยายขนาดและอิทธิพลขึ้นเรื่อย ๆ จนก้าวล้ำอธิปไตยของรัฐชาติ สื่อต่าง ๆ ที่ครอบคลุมทั่วโลกกลายเป็นช่องทางในการเผยแพร่ข่าวสารข้อมูลและวัฒนธรรมทั้งในแง่บวกและแง่ลบ สร้างสรรค์ และเสื่อมเสีย — อย่างที่ไม่มีใคร หรืออำนาจใด ๆ ที่จะกำกับควบคุมได้อีกต่อไป และเมื่อเครือข่ายอาชญากร หรือผู้ก่อการร้ายข้ามชาติอยู่พ้นวิสัยที่จะจัดการ หรือแม้แต่จะติดตามของรัฐ แน่นอนว่าเพื่อความอยู่รอด — มนุษยชาติย่อมถูกบีบให้หาหนทางในการจัดการกับปัญหาทั้งหลายเหล่านี้ (And so I sent some men to fight…. ) และอาจจะมีบางคนที่เริ่มตระหนักว่า ‘เหตุ’ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้ เป็น ‘ผล’ มาจากการ ‘เลือก’ โดยธรรมชาติที่ต้องการเอาชนะของตัวมนุษย์เอง (… Said he’d seen my enemy;
Said he looked just like me)


ดังนั้น การต่อสู้กับสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ จึงไม่ต่างกับการต่อสู้กับธรรมชาติของตัวเราเอง ซึ่งในบางครั้ง — ในการที่จะมีชีวิตอยู่รอดร่วมกับมันได้ ก็หมายความว่าเราจะต้องทำลายธรรมชาติความเป็นมนุษย์ของเรา – ไม่เช่นนั้น เราก็อาจจะต้องมีชีวิตอยู่ด้วยความทุกข์ทรมาน หรือที่แย่กว่านั้น –ก็คือไม่สามารถมีชีวิตอยู่ร่วมกับมันได้เลย (So I set out to cut myself) แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ — ถ้าหากเรามีโอกาสที่จะ “เลือก” ได้อีกครั้ง … มนุษยชาติจะเลือกที่จะพัฒนา /ก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ไหม? ในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เกิดมาในยุคโลกาภิวัตน์ เราอยากให้คุณลองตอบคำถามนี้ดู – แต่ถ้าถาม Blunt (ตามการตีความของเรา) เราว่าเขาได้ตอบไว้อย่างชัดเจนมากแล้ว –ในวรรคนี้ของเพลง :


‘I’m not calling for a second chance
I’m screaming at the top of my voice
Give me reason, but don’t give me choice
Cause I’ll just make the same mistake again’


นี่อาจจะไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนกล่าวถึงด้านมืดของโลกาภิวัตน์ จริง ๆ แล้วอาจจะมีคนเบื่อด้วยซ้ำไป เวลาที่ได้รับรู้ / รับฟัง หรือมีใครสักคนออกมาบ่นว่าทำไมสังคมยุคนี้มันถึงได้เสื่อมลงทุกวัน โลกก็ร้อน blah blah blah แต่เราก็ยังคงต้องอยู่กับมันอยู่ดี อาจจะถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะต้องจริงจังกับมันมากกว่านี้ – หากเราต้องการหาทางออกไปสู่อะไรที่ดีกว่านี้จริงๆ มากกว่าที่จะ ‘เลือก’ ผิดแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ? หรือใครที่รู้สึกตัวว่ากำลังพูดเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจจะอยากทบทวนตัวเองดูอีกทีว่าที่พูด ๆ ไปนั้นมีใครฟังเราไหม ? (And maybe talk but not just speak) อย่าให้มันกลายเป็นเพียงคำสัญญา (promise) ข้อหนึ่ง หรือชุดหนึ่ง ที่คนจำนวนมากใช้เพื่อรักษาหน้า / ถ่วงเวลา และเพียงเพื่อที่จะล่วงละเมิดมันซ้ำแล้วซ้ำอีกเลยนะ …


About jeenina

I'm a Thai government official currently affiliated with the Ministry of Justice of Thailand. I've got my degrees in English (1st degree) and Political Science (Masters and PhD). I love travelling, art, literature and philosophy. I currently live in Bangkok, Thailand.

2 responses to “James Blunt’s Same Mistake (?): ความผิดเดิม ๆ กับทาง(ไม่?)เลือกในยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์”

  1. dybydz says :

    very nice opinon!

  2. คนรัก James blunt says :

    กำ

    ก็อาจจะตีความหมายได้แบบนั่นอะนะ

    แต่เราว่า Jame blunt น่าจะสื่อถึง

    ทหารที่ตายในสงครามมากก่านะ

    เพราะเพลงนี้อยู่ในอัลบั้ม All the loss of soul

    รู้มาว่า Jame blunt รู้สึกจะมียศร้อยตรีมั่ง เคยเป็นทหารมาก่อน แล้ว

    พาทหารไปรบอะที่ Kosovo แล้วทหารที่ไปรบตาย

    ก็เลยแต่งเพลงนี้ให้กับตัวเค้า อะ

%d bloggers like this: