การเมืองที่(ต้อง) มีหัวใจ


NB1 : – ป ร ะ ก า ศ โ ป ร ด ท ร า บ – (… อีกครั้ง … ^^”…) …ข้อเขียนต่อไปนี้ — เป็นข้อเขียนที่มีนัยยะทางการเมือง (…อีกแล้ว …^^”…) ซึ่งตัดตอนมาจาก – อ ะ ไ ร สั ก อ ย่ า ง – ที่เราเขียนตอบ/ คุยกะเพื่อน ๆ ในวงสนทนาหาทางออกให้กะปัญหาการเมืองไทยที่รัด’สาด (…ซึ่งจนบัดนี้ก็ยังหาทางออกมิได้ 555) … เพราะงั้น — สำหรับท่านที่ไม่สนใจอะไรการเมือง ๆ – .. กรุณาหยุดอ่านได้ตั้งแต่บรรทัดนี้เป็นต้นไป .. ส่วน – ท่านที่ไม่สนใจการเมือง — แต่สนใจว่าเราคิด / เขียนอะไร – ทำไมมันอ่านไม่ค่อยรู้เรื่องเลย ? …^^”… ก็ไม่ต้องแปลกใจ – เพราะจริง ๆ แล้วไอ้ที่เราเขียนเนี่ย — เป็น response — อยากจะบอกว่าเป็น – คำตอบ – แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเราตอบได้ตรงประเด็นน้องเขา … ^^”… เอาเป็นว่ามันเป็นปฏิกริยาตอบสนองของเราต่อข้อเขียนของ- ห นุ่ ม เ ศ ร ษ ฐ ศ า ส ต ร์ ก า ร เ มื อ ง ค น นั้ น – … ซึ่งเขา response บทความของอาจารย์มาร์ค ตามไท อีกที — เพราะงั้นใครที่ไม่ได้อ่านบทความของ ‘จารย์มาร์ค และของวิว — จึงมีโอกาสที่จะไม่เข้าใจสิ่งที่เราเขียนได้สูงมาก — ถ้าคุณไม่คิดอะไรมากก็แล้วไป — แต่ถ้าอยากรู้จริง ๆ ก็บอกเราละกัน — จะ forward ทั้งสองบทความที่ว่าให้ค่ะ ^^


NB2 : – เพื่อป้องกันการ Plagiarize – (ซึ่งจริง ๆ แล้วเราไม่ได้ทำ — เพราะบทความเรา version PDF นั้นมี footnotes อย่างอุดมสมบูรณ์มาก — เพียงแต่ใน blog เราไม่ได้เอามาลงเฉย ๆ ^^”) บทความนี้มีการอ้างอิงแนวคิดจาก มาร์ค ตามไท. “ประชาธิปไตยที่มีหัวใจ : ขั้นตอนสู่สหัสวรรษแห่งปัญญา” แปลโดย วาสนา นิ่มนวล. วารสารอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีที่ 22 ฉบับที่ 2 ธันวาคม 2542 – พฤษภาคม 2543 , Rawls, John. A Theory of Justice. 5th ed. Cambridge, Massachusetts: The Bellnap Press, 1973 และ The Encyclopedia of Philosophy http://www.iep.utm.edu/r/rawls.htm ค่ะ


การเมืองที่(ต้อง)มีหัวใจ


The science that studies the supreme good for man is politics.– Aristotle’s The Nicomachean Ethics


ทำไมการเมืองจึงต้องมีหัวใจ? ใครที่เคยได้ยินคำกล่าวของพระเจ้านโปเลียนที่ 1 ที่ว่า “…in politics, there is no heart, only head” อาจจะคิดว่าคำถามนี้ฟังดูแปลก ๆ และคงจะไม่เห็นด้วยเป็นแน่ถ้าข้าพเจ้าจะบอกว่า การเมืองที่ปราศจากหัวใจนั้น ไม่อาจจะเป็นการเมืองที่แท้จริงได้ เพราะหากเราจะมองย้อนกลับไปที่ต้นกำเนิด หรือความจำเป็นที่ทำให้เกิดมีการเมืองขึ้นมาแล้ว ก็จะพบว่า การเมืองนั้นถือกำเนิด หรือถูกสร้างขึ้นมาจากการที่คนเรามีและใช้ “หัวใจ” เป็นสำคัญ


เพื่อให้เรามีความเข้าใจที่ตรงกันเกี่ยวกับคำว่า “หัวใจ” ที่จะใช้ต่อไปนี้ ข้าพเจ้าขอเสนอความหมายของการมี “หัวใจ” ตามความเข้าใจของตัวเอง ว่า–หมายถึง การที่คนเรามีความคำนึงถึงผู้อื่นที่อยู่ร่วมกับเราในสังคม ไม่ว่าจะเป็นในระดับพื้นฐาน –คือ ความตระหนักถึงความจำเป็นที่เราจะต้องอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นจึงจะมีชีวิตอยู่รอดได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวความคิดที่ว่า มนุษย์นั้นเป็นสัตว์การเมือง (Political Animals) โดยธรรมชาติ หรือในระดับที่สูงกว่านั้น – คือ ความเห็นอกเห็นใจผู้ที่อยู่ในฐานะด้อยกว่าในสังคม ความปรารถนาที่จะให้ความทุกข์ยากอันเกิดจากสถานะที่ไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคมหมดไป และความพยายามที่จะให้ความช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นด้วยการให้ความช่วยเหลือโดยตรงด้วยตนเอง หรือสร้างกลไกทางสังคมขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีฐานะด้อยกว่าดังกล่าว เพื่อให้ทุกคนในสังคมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข — หรือมีความพึงพอใจในสถานะที่ตนเป็นอยู่ หรือในสิ่งที่ตนได้รับ — ซึ่งน่าจะตรงกับสิ่งที่นักคิดบางท่านเรียกว่าเป็น ความยุติธรรม (Justice) หรือ ความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice) — และเมื่อพิจารณาถึงบทบาทของการมีหัวใจของมนุษย์ — ที่ทำให้เราต้องการเห็นความยุติธรรมเกิดมีขึ้นในสังคมแล้ว – เราก็อาจเรียกการ “มีหัวใจ” ของมนุษย์นี้ว่าเป็น ความเมตตา และการ “ใช้หัวใจ” ในการคิดหาแนวทางที่จะทำให้ความยุติธรรมในสังคมนั้นเกิดขึ้น และทำงานได้นั้นว่าเป็น “ปัญญา” ในรูปแบบหนึ่ง



1.ความยุติธรรมในทัศนะของ John Rawls: สิ่งที่ดีที่สุด –สำหรับคนสองคน(ขึ้นไป… )


“Justice is the first virtue of social institutions, as truth is of the system of thoughts. A theory however elegant and economical must be rejected or revised if they are untrue; likewise laws and institutions no matter how efficient and well-arranged must be reformed or abolished if they are unjust.” – John Rawls’ A Theory of Justice


จากข้อความข้างต้น Rawls ได้อธิบายถึงความสำคัญ และบทบาทของความยุติธรรมในฐานะคุณธรรมพื้นฐาน – อันเป็นเหตุผลแห่งการเกิดมีขึ้นและเป็นอยู่ (Raison d’etre) ของสถาบันทางสังคมต่าง ๆ เนื่องจากสถาบันเหล่านี้ล้วนแต่มีหน้าที่ในการให้การรับรอง หรือให้ความมั่นใจว่า สมาชิกทุกคนในสังคมจะสามารถมีและใช้สิทธิเสรีภาพพื้นฐานของตน ตลอดจนแจกแจงกำหนดหน้าที่ และผลประโยชน์ที่สมาชิกในสังคมพึงมีพึงได้จากการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือทางสังคม (social cooperation) — หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สถาบันทางสังคมเหล่านี้มีหน้าที่ในการรับประกัน ความยุติธรรม (Justice) — ซึ่ง Rawls ถือว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานของสังคม (Basic structure of the society) – ที่ทำหน้าที่ยึดโยงให้คนเราอยู่ร่วมกันได้ –ในแง่นี้ เราจึงอาจกล่าวได้ว่า หากไม่มีความยุติธรรมเสียแล้ว – สังคมก็ไม่อาจเกิดมีขึ้นและดำรงอยู่ได้ — และในทางกลับกัน หากจะมีสถานการณ์ใด ๆ ที่มนุษย์จะสามารถอยู่ได้โดยลำพังคนเดียวโดยไม่มีบุคคลอื่นอยู่ด้วย (แน่นอนว่าเราจะไม่เรียกสถานการณ์นั้นๆ ว่าเป็นสังคม) แล้ว – ความยุติธรรมก็จะไม่ใช่คุณธรรมที่จำเป็นเลย…


ความยุติธรรมทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างไร? Rawls ได้อธิบายต่อไปถึงความจำเป็นของความยุติธรรมในการจัดการกับปัญหาความไม่เสมอภาคที่แฝงตัวอยู่อย่างลึกซึ้ง (deep inequalities) ที่มีอยู่ในทุก ๆ สังคม ปัญหาความไม่เสมอภาคนี้เกิดจากการที่คนเราแต่ละคนต่างก็เกิดมาพร้อมกับสถานะทางสังคมที่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้มีความคาดหวังต่อชีวิตที่ต่างกัน ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้แต่ละคนได้รับผลกระทบจากโอกาส และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และระบบการเมืองที่แตกต่างกันไปด้วย


Rawls อ้างว่าเพื่อที่สังคมจะดำรงอยู่ได้นั้น — ปัญหานี้จำเป็นที่จะต้องได้รับการจัดการ — เพราะมันไม่เพียงแต่จะครอบคลุมทุกด้านของมนุษย์ที่เป็นอยู่เท่านั้น หากยังส่งผลกระทบต่อโอกาสต่าง ๆ ที่จะผ่านเข้ามาในชีวิตของเราต่อไปในอนาคต – โดยไม่อาจมองได้แค่เพียงว่าเป็นความโชคดีหรือโชคร้ายของใครคนใดคนหนึ่ง –หรือเป็นสิ่งที่อาจจะมองข้าม หรือทำลืม ๆ ไปเสียง่าย ๆ ได้ ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นที่ทุกสังคมจะต้องมี หลักการเกี่ยวกับความยุติธรรมทางสังคม (Principles of social justice) ตลอดจนสถาบันทางสังคมที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลทางเลือกต่างๆ ที่เป็นไปได้สำหรับคนในสังคมที่มีความแตกต่างกัน รวมทั้งองค์ประกอบ และเงื่อนไขต่าง ๆ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม — เพื่อให้แน่ใจได้ว่า การจัดสรรและกำหนดสิทธิหน้าที่ ตลอดจนโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมของคนในภาคส่วนต่าง ๆ นั้นเป็นไปด้วยความยุติธรรมอย่างแท้จริง



2.เปิดพื้นที่ให้ “หัวใจ” คุยกัน: บทสนทนาของความยุติธรรม (Conversation of Justice) และความเห็นพ้องที่เหลื่อมล้ำกัน (Overlapping Consensus) ในสังคมพหุนิยมประชาธิปไตย


หากเราจะย้อนกลับมาถึงความหมายของการมีและใช้ “หัวใจ” ในการเมืองดังที่กล่าวไว้ข้างต้นอีกครั้ง ก็น่าจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการ “มีหัวใจ” นั้นสำคัญอย่างไรต่อการที่เราจะต้องตระหนักถึงปัญหาความไม่เสมอภาคที่แฝงตัวอยู่อย่างลึกซึ้ง ความเห็นอกเห็นใจ ตลอดจนการทำความเข้าใจว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง — ซึ่งดูจะสอดคล้องกับความหมายของการ “ใช้หัวใจ” ในการจัดการกับปัญหา – ด้วยการกำหนดหลักการเกี่ยวกับความยุติธรรมทางสังคมที่เหมาะสม รวมทั้งการออกแบบกลไกเชิงสถาบันที่เหมาะสมที่จะนำหลักการนั้นไปสู่การปฏิบัติ และมีความมั่นคงเพียงพอที่จะเป็นหลักประกันความยุติธรรมให้กับสมาชิกในสังคมได้อย่างแท้จริง


สำหรับสังคมประชาธิปไตย ที่สมาชิกในสังคมมีความแตกต่างหลากหลายเช่นสังคมไทย ปัญหาต่อไปที่เราจะต้องตอบไม่น่าจะใช่ – เราจะใช้คำตอบ- หรือข้อเสนอจากหัวใจของใคร—ที่จะเป็นประโยชน์/ เป็นความยุติธรรมสำหรับคนในสังคมได้มากที่สุด? — แต่น่าจะเป็น — จะทำอย่างไรให้คำตอบ -หรือข้อเสนอจากจาก “หัวใจ” หลาย ๆ ดวงที่มีความแตกต่างหลากหลายได้มีโอกาสในการเสนอตัว — และสนทนาร่วมกันเพื่อกำหนดความหมายของความยุติธรรม — และแนวทางในการที่จะทำให้ความยุติธรรมนั้นเป็นจริงได้มากที่สุดเท่าที่มันจะเป็นไปได้ – มากกว่า ในประเด็นนี้ ได้มีผู้ทดลองเสนอแนวทางในการ “เปิดพื้นที่ให้หัวใจคุยกัน” ไว้อย่างมากมายหลากหลาย ทั้งที่พอจะทำได้ในความเป็นจริง และที่เป็นข้อเสนอแนะในเชิงทฤษฎี หรือสมมติฐาน ซึ่งข้อเสนอของ Rawls ใน A Theory of Justice เกี่ยวกับ The Original Position ก็ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มนี้ อย่างไรก็ดี ข้อเสนอที่ข้าพเจ้าคิดว่าน่าสนใจ และอาจนำมาปรับใช้ได้ – หากจะมีการเปิดพื้นที่ให้คนในสังคมได้มีโอกาสในการ “ใช้หัวใจ” ในการจัดการกับปัญหาความไม่เสมอภาค หรือหาทางออกให้กับวิกฤตการเมือง – จริง ๆ ก็คือ ข้อเสนอเรื่อง บทสนทนาเกี่ยวกับความยุติธรรม (Conversation of Justice) ซึ่งหมายถึงการที่ประชาชน / พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยจะสามารถพูดคุยกันได้เกี่ยวกับ ความยุติธรรมของสังคมที่พวกเขาอาศัยอยู่ และของสถาบันต่าง ๆ รวมทั้ง “ข้อโต้แย้งของคนธรรมดา” (argument of the ordinary) นั่นคืออะไรบ้างที่เราจะสามารถพูดได้ และการใช้ภาษาของเราสะท้อนให้เห็นภาพของโลกของคนธรรมดา ๆ ที่เป็นอย่างไร และแนวคิดของ Rawls เองที่เสนอไว้ใน Political Liberalism เกี่ยวกับ ความเห็นพ้องที่เหลื่อมล้ำกัน (Overlapping Consensus) ซึ่งหมายถึงการที่ประชาชน / พลเมือง – ไม่ว่าจะมีความแตกต่างกันทางความคิด ความเชื่อ และการทำความเข้าใจโลกอย่างไร – ในที่สุดแล้ว — ก็จะต้องให้การยอมรับชุดของความคิดความเข้าใจพื้นฐานชุดหนึ่งที่ตรงกันเกี่ยวกับความยุติธรรม -เพื่อให้อยู่ร่วมกันเป็นสังคมได้ แม้ว่าการยอมรับดังกล่าวอาจจะเป็นไปด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน แน่นอนว่าความเห็นพ้องที่เหลื่อมล้ำกันนี้ย่อมไม่ใช่ – และเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็น การยอมรับอย่างหมดหัวใจ (wholehearted acceptance) — แต่มันก็มีความเป็นไปได้มากกว่าในสังคมพหุนิยม และก็เป็นสิ่งที่พอจะใช้แทนกันได้ในการกำหนดข้อตกลง หรือหลักการเบื้องต้นร่วมกันเกี่ยวกับความยุติธรรมในสังคม



3.(หลาย)วิกฤตการเมืองไทย : ปัญหาของสังคมประชาธิปไตย – ที่ต้องใช้ “หัวใจ” แก้ (… รึเปล่า ?)


ข้าพเจ้าค่อนข้างจะแน่ใจว่า – เรา – ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาควิชาการ หรือองค์กรพัฒนาเอกชนในประเทศไทย – ต่างก็ได้มีความพยายามในการที่จะสร้างกลไก – และเปิดพื้นที่ให้ตัวแสดงต่างๆ ในสังคม หรือที่นิยมเรียกกันว่า – ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย – ที่มีความเกี่ยวข้องกับวิกฤตการเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ หรือปัญหาความขัดแย้งเรื่องทรัพยากรในพื้นที่ต่างๆ – ได้มีโอกาสในการพูดคุยกันอยู่บ้าง แต่ที่ไม่แน่ใจนัก ก็คือตัวแสดงเหล่านี้ – ซึ่งย่อมหมายรวมถึง – เรา – เองด้วยนั้น “มี” และได้ “ใช้หัวใจ” มากน้อยเพียงใดในการเป็นส่วนหนึ่งของกลไกและพื้นที่เหล่านี้ — ไม่ว่าจะในฐานะผู้จัดหา หรือผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์ – คือความยุติธรรมในบั้นปลาย ? เรา “เชื่อ” หรือไม่ว่ากลไกเหล่านี้จะนำมาซึ่งความยุติธรรมในที่สุดได้จริง – ไม่ใช่แค่เพียงจัดหามา – หรือเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมันเพียงเพื่อที่จะได้ชื่อว่าได้ทำอะไรสักอย่าง / ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเมืองแล้ว – ไม่ได้อยู่เฉยๆ? บางที–เราอาจจะต้องลองมองย้อนกลับไปที่เหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องมีอยู่ — รวมทั้งที่ทางของการเมืองและความยุติธรรมในสังคม – เพื่อที่จะเรียนรู้ว่าทำไมการเมืองที่ไม่มีหัวใจจึงไม่สามารถทำหน้าที่ของมันได้อย่างที่เราคาดหวังจะให้มันเป็นเลยสักครั้งเดียว


Ps: … ถ้าใครได้(อดทน)อ่านมาจนถึงตรงนี้ — กรุณาอย่าเชื่อเรามาก — เพราะเราเองก็ไม่แน่ใจว่าเราเข้าใจ Rawls ถูกมั้ย ? — เพราะเราอ่านที่อีตาวิวมันตอบมาแล้วรู้สึกคล้าย ๆ ว่ามันจะเข้าใจ Rawls คนละอย่างกับที่เราเข้าใจ ^^” … และความเข้าใจของมันมีแนวโน้มที่จะถูกมากกว่าเนื่องจากเราอ่าน The Theory of Justice ไม่จบหรอก .. (เล่มมันใหญ่มากเลยนะ … งือ T-T) — แถมมันยังอ้างถึงท่านปรมาจารย์ Habermas ซึ่งเขียนงานอ่านยาก โ – ตร ๆ — เราก็เลยต้องขอ Pending ไว้ก่อน –ว่าเราจะเก็บไว้พิจารณาในโอกาสต่อไป …. – ซึ่งก็หมายความวา…า – .. อีกไม่นาน — คุณอาจจะได้อ่านงานกึ่งปรัชญา – กึ่งการเมือง – กึ่งอะไรก็ไม่รู้ – ของเราอิกครั้ง — ทำใจหน่อย — หรือไม่ก็อ่าน Blog คนอื่นแทนละกันนะ — เราไม่โกรธหรอก … ^^”…

Tags: ,

About jeenina

I'm a Thai government official currently affiliated with the Ministry of Justice of Thailand. I've got my degrees in English (1st degree) and Political Science (Masters and PhD). I love travelling, art, literature and philosophy. I currently live in Bangkok, Thailand.

2 responses to “การเมืองที่(ต้อง) มีหัวใจ”

  1. Piyarudee says :

    ไม่ทราบจะหาบทความที่คุณวิวแสดงความคิดเห็นต่อบทความที่คัดมานี้ของอจ.มาร์คได้ที่ไหนคะ

  2. jeenina says :

    ขอบคุณที่สนใจนะคะ — ดีใจที่มีคนอยากคุยเรื่องนี้เหมือนกัน ^^ แล้วจะส่งบทความให้ทาง e-mail ที่ให้ไว้ค่ะ

%d bloggers like this: