Clifford GeertZ กับปรัชญาการเมือง


NB: ข้อเขียนนี้มาจาก e-mail โต้ตอบของเราและเพื่อน ๆ เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้

… จึงไม่น่าแปลกใจหากท่านไม่เคยอ่าน / หรือไม่เคยเห็นหนังสือเล่มนี้มาก่อนในชีวิต — แล้วจะอ่าน Blog เราวันนี้ไม่รู้เรื่อง ^^”.. เอาเป็นว่าถ้าอยากอ่านจริง ๆ เรามีให้ยืม — แต่ถ้าไม่สนใจก็ข้าม Blog นี้ไปเลยก็ได้ค่ะ — เราเอามาแปะเล่น ๆ ให้ blog มันไม่โล่งเฉย ๆ หรือถ้าใครสนใจอยากรู้ว่าแล้วเพื่อน ๆ เราเขาคิดอะไรกันยังไง — หรืออยากร่วมสนทนา ก็บอกมาแล้วกัน — จะ forward e-mail ไปให้ค่ะ ^^



1) หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นมาขึ้นมาเพื่ออะไร — และมีนัยยังไงต่อปรัชญาการเมือง


เราคิดว่าผู้เขียน (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า Mr. C ค่ะ) ต้องการยืมมือ Geertz มาทำ “อะไรบางอย่าง” กับภาวะวิกฤตที่ปรัชญาการเมืองต้องเผชิญจากการที่ต้องรับมือกับมรสุม Postmodern ซึ่งเราคิดว่ามันไม่ได้โหมกระหน่ำแต่ปรัชญาการเมืองสมัยใหม่เท่านั้น — แต่ทุกสาขาวิชาต่างก็ต้องเผชิญกับมันเช่นกัน (… จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่ามันจะเริ่มจากศิลปะแล้วลามมาวรรณกรรม — นิยามของ ‘ความงาม’ และสิ่งที่ถือว่าเป็น ‘คุณค่าทางวรรณศิลป์’ ได้ถูกซัดเละเช่นเดียวกันค่ะ ..^^”… ไว้ว่าง ๆ เราจะเอาตัวอย่างบทกวี ‘ในภาวะวิกฤต’ ดังกล่าว — รวมทั้งตัวอย่างการตีความ- ทั้งชมและด่า — ไปให้ทุกท่านดู… ^^..) — เราคิดว่า การ ‘ยืมมือ’ นี้ได้รับการ confirm โดยคำนำ ‘บนพื้นน้ำแข็งลื่น’ ของ อ. ไชยวัฒน์ (… ซึ่งเราชอบมากโดยเฉพาะส่วนที่บอกว่า Geeetz เป็นนักวิชาการที่ใจดีค่ะ — ใจดีอย่างไรนั้นคิดว่าทุกท่านคงได้อ่านกันแล้ว … ^^…) — แน่นอนว่ารอยขรุขระของน้ำแข็งย่อมเป็นส่วนหนึ่งของน้ำแข็ง — ซึ่งอาจเกิดขึ้นพร้อมกับหรือหลังจากตัวน้ำแข็งก็ได้ — แต่จากคำพูดของ อ. ไชยวัฒน์ ในหน้า 8-9 ที่บอกว่า ‘ข้อวิพากษ์ของ Geertz คือการทำให้วิชาทฤษฎีการเมืองและปรัชญาการเมืองมีรอยขรุขระ’ — ทำเราคิดว่า อ.ไชยวัฒน์ — เช่นเดียวกับ Mr. C — น่าจะวางมานุษย์วิทยาไว้ในสถานะ ‘ผู้เกิดหลัง’ ปรัชญาการเมือง — การให้ความช่วยเหลือของมานุษยวิทยาต่อวิกฤตของปรัชญาการเมืองในงานเขียนเล่มนี้ — จึงดูคล้ายนิทานอีสปเรื่องราชสีห์กับหนูในความคิดของเราค่ะ ^^


2) เกี่ยวกับวิกฤตที่ปรัชญาการเมืองในฐานะองค์ความรู้ และนักปรัชญาการเมือง — ซึ่งในบริบทที่เราคุยกันนี้คือ Mr. C เป็นพื้นฐาน — ต้องเผชิญ


[ footnote : … ‘ใครสักคน’ เคยกล่าวไว้ประมาณว่า ‘There is no philosopher nowadays; only teachers of philosophy’ ..ซึ่งเราคิดว่าเป็นคำกล่าวที่น่าสนใจว่า — ทำไมเขาผู้นี้ (– ซึ่งเดี๋ยวเราจะไปหาว่าเป็นผู้ไหน — แล้วจะเอามานำเสนอค่ะ ^^”) จึงคิดว่านักปรัชญาการเมืองได้ตายไปหมดแล้ว — และสิ่งที่ทำให้ philosopher และบุคคลที่เป็นได้แค่เพียง teacher of philosphy ต่างกันนั้นมันคืออะไร — อย่างไรก็ดี จาก subtitle ของหนังสือ Postmodern ที่ว่า ‘ชะตากรรมของโพสต์โมเดิร์นในอุ้งมือของนักปรัชญาการเมืองโบราณ ‘ นั้น ทำให้เราเข้าใจว่า Mr. C จัดให้ตนเอง (อย่างน้อยก็ในขณะที่เป็นตัวตนอยู่ในหนังสือเล่มดังกล่าว) เป็น Philosopher — ซึ่งอะไรที่ทำให้เขาคิดเช่นนั้น — เราขอเก็บไว้เป็นประเด็นสนทนาต่อไป — หลังจากที่เรานำเสนอเรื่องความแตกต่างระหว่าง philosopher กับ teacher of philosophy แล้วนะคะ ]


หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เล่มแรกที่สะท้อนถึง Mr. C’s concern [ footnote : .. อย่าเพิ่งด่า … ว่าทำไมคำง่ายแค่นี้ก็ต้องใช้ภาษาอังกฤษด้วย — คือเราไม่ได้ดัดจริต — แต่คำ ๆ เดียวนี้สามารถสื่อได้ทั้ง ‘ความเป็นห่วง’ (จริง ๆ ) ‘ความวิตกกังวล’ (เกินไป) และความต้องการในการทำให้ ‘เป็นประเด็น’ (ถกเถียง และให้ความสำคัญในเชิงวิชาการ) ค่ะ] ต่อสถานะของปรัชญาการเมืองที่ต้องเผชิญกับวิกฤตที่เกิดจากกระแส(สึนามิ ? ^^”) Postmodern — อาจกล่าวได้ว่า นี่คือ theme หลักของหนังสือหลาย ๆ เล่มของ Mr. C –ที่ได้รับการกล่าวถึง –เสนอแนวทาง ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะรับมือ– และปกป้องสถานะของปรัชญาการเมืองในรูปแบบที่แตกต่างกัน — ตัวอย่างของความพยายามนี้ เช่น หลาย ๆ บทความใน premodern ได้พาปรัชญาการเมืองหลบไปลี้ภายในยุคก่อนสมัยใหม่นู่นเลย


เมื่อพิจารณาถึงความหมายของคำว่า ‘นักปรัชญาการเมือง’ a.k.a. ‘Philosopher’ — ผู้รักใน ‘ความรู้’ ที่แท้จริง– และเชื่อมั่นในความดำรงอยู่ ( — ในกรณีของนักปรัชญาการเมืองโบราณ) หรือการสามารถบรรลุได้ ( — ด้วยความเห็นพ้องต้องกันของคนในสังคมการเมือง — ในกรณีของนักปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ esp. กลุ่มสัญญาประชาคม) เราคิดความพยายามของ Mr.C ในการยืมมือนักมานุษยวิทยาอย่าง Geertz มาปกป้องสถานะของปรัชญาการเมืองเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะเข้าใจได้ — ถึงแม้ว่าในบางครั้งมันจะดูไม่ค่อยเข้าท่า … แต่เราคิดว่าเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ก็คงจะเคยเห็นตัวอย่างของการปกป้อง — หรือความพยายามที่ช่วยชีวิต ‘คนที่เรารัก’ ที่เราไม่ค่อยจะแน่ใจในความ’เข้าท่า’ หรือ ‘ได้เรื่อง’ มากนักในโลกปัจจุบัน … เฉกเช่นการส่ง e-mail ขอรับบริจาคเลือดกรุ๊ปต่าง ๆ / ประกาศตามหาเด็ก — หรือบอกว่าหาก forward e-mail ไปแล้วจะสามารถช่วยเหลือใครได้บ้าง — เป็นต้น



อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าเราจะรู้สึกว่าเราได้รับสาระความรู้พอสมควร (เนื่องจากก่อนอ่านหนังสือเล่มนี้เราเคยได้ยินชื่อ Geertz มาหลายรอบ — แต่ไม่ค่อยรู้เท่าไหร่ว่าเขาเป็นใคร – ทำ/เขียนอะไร ^^”) จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ — แต่เราก็รู้สึกอีกเหมือนกันว่า ความพยายามของ Mr. C ในหนังสือเล่มนี้ไม่ค่อยประสบผลเท่าที่ควร — หากจะยึดการเปรียบเทียบกับนิทานเรื่องราชสีห์กับหนูดังที่เราได้กล่าวไปแล้วตามข้อ 1 ก็จะต้องบอกว่า — หนู Geertz ไม่สามารถช่วยเหลือราชสีห์ปรัชญาการเมืองให้รอดพ้นจากบ่วงของ Post modern ได้ [ footnote : .. พูดมาถึงตอนนี้แล้ว — ทุกท่านรู้สึกเหมือนเราบ้างไหมว่าข้อเขียนของเราช่างขัดกันกับ subtitle หนังสือ Postmodern ของ Mr.C เป็นยิ่งนัก … ^^”…] ซึ่งในที่นี้ก็มีความเป็นไปได้ 2 อย่างคือ



1) เขี้ยวเล็บของหนู Geertz / มานุษยวิทยา – มิได้แหลมคมเพียงพอที่จะกัดแทะเชือกของ postmodern เพื่อปลดปล่อยปรัชญาการเมืองให้เป็นอิสระจากพันธนาการได้ — ซึ่งถ้าพิจารณาจากการที่องค์ความรู้ในทุกสาขาวิชาต่างก็ถูกโจมตีโดย postmodern อย่างเสมอภาคแล้ว — การที่สาขาวิชาใดจะสามารถมาช่วยเหลืออีกสาขาวิชาหนึ่งได้นั้นย่อมเป็นไปได้ยาก & ไม่ต่างอะไรกับเตี้ยอุ้มค่อม — ถึงแม้ Geertz จะได้มีความพยายามที่จะเสนอสถานะที่พึงเป็นของของปรัชญาการเมืองในยุคโลกาภิวัตน์ก็ตาม — เราก็ยังคงเห็นว่า ปรัชญาการเมืองและมานุษยวิทยาน่าจะทำได้เพียงแค่เห็นใจในชะตากรรมของกันและกันเท่านั้น — จึงไม่น่าแปลกถ้า Mr. C ตั้งใจทำเช่นนี้แล้วไม่ประสบความสำเร็จ



2) หนู Geertz / มานุษยวิทยา ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือปรัชญาการเมืองตั้งแต่ต้น — หรืออาจไม่ตระหนักด้วยซ้ำว่าปรัชญาการเมืองกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตอย่างไร หรือไม่ก็ไม่ได้คิดว่าตนจะสามารถให้ความช่วยเหลือปรัชญาการเมืองในภาวะวิกฤตได้อย่างไร — การที่ Mr. C ดึงมือ Geertz มาช่วยเหลือปรัชญาการเมืองจึงค่อนข้างจะเป็นความพยายามที่ไร้ความหมาย — และอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกค่อนข้างผิดหวังกับผลงานชิ้นนี้ของ Mr.C ค่ะ



อย่างไรก็ตาม — โดยส่วนตัวแล้วเราไม่คิดว่าในภาวะที่กระแส Postmodern โหมกระหน่ำทุกสาขาวิชา — เหมือนสึนามิที่พัดทีก็ไม่ดูหรอกว่าถล่มอะไรไปบ้างเช่นนี้ — การ ‘ยืมมือ’ องค์ความรู้ในสาขาวิชาใด ๆ มาช่วยเหลือสาขาวิชาใด ๆ มันก็คงจะดูงี่เง่าทั้งนั้นแหละ — เราไม่ขอตำหนิความพยายามของ Mr. C ในฐานะผู้มีความรักในความรู้ — แต่เราเห็นว่า ปรัชญาการเมือง — หรือองค์ความรู้ใด ๆ ไม่สามารถรอดได้โดยการยืมมือใครเข้ามาช่วย — แต่น่าจะต้องปรับตัวเพื่อหาทางรอดด้วยตนเองมากกว่า


ปอลอ .. ขอแถมรูปประกอบ — ว่าด้วยราชสีห์กับหนู 1 รูปค่ะ ^^

About jeenina

I'm a Thai government official currently affiliated with the Ministry of Justice of Thailand. I've got my degrees in English (1st degree) and Political Science (Masters and PhD). I love travelling, art, literature and philosophy. I currently live in Bangkok, Thailand.
%d bloggers like this: