Advertisements

สงครามเย็นกับพัฒนาการของกระแสขวาในไทย หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 16- 6 ตุลา 19


NB : นี่คือ – บ ท คั ด ย่ อ – (Draft แรก ) ของบทความที่อาจารย์ที่ปรึกษาของเรา ( อ.กุลลดา ณ ภาค IR คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ) ได้ตั้งชื่อภาษาอังกฤษให้อย่างสวยเก๋ว่า Emergence of Right-Wing Politics in Thailand between October 1973 – October 1976 แม้ว่าบทความที่ว่านี้จะเขียนและนำเสนอเป็นภาษาไทย — ที่บอกว่า – จ ะเ ขี ย น – หมายความว่าเรายังเขียนไม่เสร็จ ^^”… แต่ยังไงก็ต้องเขียนให้เสร็จก่อนที่จะนำเสนอในวันที่ 8 กพ. (..จะรอดมั้ยเนี่ย … -“-…) ใครมีข้อคิดเห็น / ข้อเสนอแนะอะไร — หรืออยากอ่าน version มี footnotes อยากอ่านฉบับเต็มของบทความนี้ หรืออยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Seminar on Thailand and the Coldwar ซึ่งมีผู้นำเสนอบทความที่น่าตื่นเต้นเร้าใจ (…กว่านี้ ^^) อีกมากมายถึง 5 คน (…เมื่อไม่รวมเรา …^^”..) ขอเชิญลงชื่อไว้ได้ … ไว้เขียนบทความเสร็จแล้ว และ/หรือมีอะไรเพิ่มเติม — เราจะแจ้งให้ทราบจ้า … ^^…



———————————————–


บทความนี้เสนอว่า เราสามารถทำความเข้าใจอิทธิพลของอุดมการณ์สงครามเย็นในประเทศไทย ต่อพัฒนาการของกระแสฝ่ายขวาในประเทศไทย ในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้ในฐานะที่เป็นผลผลิตส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ไทย – สหรัฐฯ ภายใต้บริบทโครงสร้างอำนาจโลก กล่าวคือ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาในฐานะศูนย์กลางของระบบทุนนิยมโลก ได้เข้ามากำหนดบทบาทของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้รองรับการขยายตัวของทุนนิยมโลก รวมทั้งประเทศไทย



เพื่อที่จะก่อให้เกิดการผนึกรวมตัวกันของภูมิภาค ที่จะสอดคล้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ สหรัฐฯ โดยการแนะนำของสภาความมั่นคงแห่งชาติในปี พ.ศ. 2419 (ค.ศ. 1948) ได้ “สร้าง” นโยบายการต่อต้านคอมมิวนิสต์ขึ้น ซึ่งรัฐบาลชุดต่อ ๆ มาของสหรัฐฯ ได้ให้ความสำคัญกับนโยบายนี้มาก และได้มีการกำหนดให้ไทยเป็นศูนย์กลาง (Focal Point) ของปฏิบัติการลับ และปฏิบัติการจิตวิทยาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้นโยบายดังกล่าวมีผลกระทบต่อพลวัตการเมืองภายในประเทศของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กล่าวคือ รัฐบาลไทยตั้งแต่ยุคของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นต้นมา ได้ให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ เป็นอย่างดี และโดยเฉพาะนโยบายการต่อต้านคอมมิวนิสต์นั้น ได้ถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมในการครองอำนาจของรัฐบาล ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่สงครามเวียดนาม ซึ่งถูกมองว่า เป็นภาพที่เป็นรูปธรรมของการต่อสู้ทางอุดมการณ์ระหว่างโลกเสรี และคอมมิวนิสต์ จึงได้กลายมาเป็นประเด็นการเมืองระหว่างประเทศที่คนในสังคมไทยถูกดึงให้เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางมากที่สุด ทั้งในส่วนของฝ่ายสนับสนุน และฝ่ายที่ต่อต้านนโยบายของรัฐบาล อีกทั้งยังถูกนำมาเป็นข้ออ้างของรัฐบาลในการจัดการกับฝ่ายตรงข้ามอยู่บ่อยครั้ง กระแสความคิดที่แตกแยกเป็นฝักฝ่ายอย่างชัดเจน ได้นำไปสู่ความความขัดแย้งอย่างแหลมคมในสังคมไทย จนกระทั่งทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 จนกระทั่งถึงเหตุการณ์ความรุนแรง และรัฐประหารในวันที่ 6 ตุลาคม 2519


บทความนี้จะนำเสนอภาพต่อของการแตกแยกทางความคิด และความขัดแย้งอย่างแหลมคม โดยเฉพาะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในกลุ่มชนชั้นนำ และผู้นำทหารของไทย รวมทั้งการแบ่งฝักฝ่ายที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ตั้งแต่ช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลา และโครงสร้างการเมืองที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น โดยเน้นการก่อตัว และพลังที่อยู่เบื้องหลังการก่อตัวและพัฒนาการของกระแส และองค์กรฝ่ายขวา รวมทั้งพลังสังคมฝ่ายขวา และความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในสังคมไทย ตั้งแต่ช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา โดยเฉพาะในช่วงของการรณรงค์เลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ. 2518 – 2519 จนถึงเหตุการณ์ความรุนแรง และรัฐประหารในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ทั้งนี้ เพื่อเป็นการนำเสนอภาพในมุมมองที่แตกต่างจากนักวิชาการที่เคยได้มีการนำเสนอในเรื่องนี้มาแล้ว บทความนี้จะได้ใช้ข้อมูลจากเอกสารชั้นต้นของหอจดหมายเหตุสหรัฐฯ ที่เพิ่งจะเปิดให้บริการในช่วงปี พ.ศ. 2548 – 2549 (ค.ศ. 2005 – 2006) รวมทั้งเอกสารชั้นต้นจากหอจดหมายเหตุของอังกฤษ ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2518 – 2520 (ค.ศ. 1975 – 1977) ในส่วนที่เกี่ยวข้อง เป็นข้อมูลหลักในการวิเคราะห์ การนำเสนอจะแบ่งเป็นส่วนหลัก ๆ 3 ส่วนได้แก่ 1) โครงสร้างทางการเมืองไทย หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา ซึ่งประเทศไทยมีการปกครองระบบประชาธิปไตยภายใต้รัฐบาลพลเรือน 2) ผลกระทบของภาวะสิ้นสุดสงครามเวียดนามและการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ของประเทศเพื่อนบ้านในอินโดจีน ต่อการเปลี่ยนแปลงภายในสังคมไทย รวมทั้งประเด็นความเปลี่ยนแปลงในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทย และการถอนทหารสหรัฐฯ ออกจากประเทศไทย และ 3) กระแสฝ่ายขวาในไทย กับความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง 6 ตุลา 2519 โดยมองว่า เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เป็นผลของการปะทะกันระหว่างพลังต่าง ๆ ที่แตกแยกเป็นฝักฝ่ายในสังคมไทยในขณะนั้น

Advertisements

About jeenina

I'm a Thai government official currently affiliated with the Ministry of Justice of Thailand. I've got my degrees in English (1st degree) and Political Science (Masters and PhD). I love travelling, art, literature and philosophy. I currently live in Bangkok, Thailand.

3 responses to “สงครามเย็นกับพัฒนาการของกระแสขวาในไทย หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 16- 6 ตุลา 19”

  1. Ohmmy says :

    ให้ความเห็นไม่ได้ แต่ว่าจะไปฟังในงานสัมมนานะพี่จิ๊ แล้วเจอกัน

  2. jeenina says :

    ขอบคุณงับ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่อย่างนี้แล้วว่ะ — เพราะอาจารย์ reconstruct abstract ฉันอะ ^^” นี่ยังลุ้นอยู่ว่า she จะ reconstruct paper ฉันไหม (เพิ่งส่งบางส่วนให้เมื่อเช้า) …

  3. jeenina says :

    สำหรับท่านที่ไม่ชอบ – อะไรก็ตาม – ที่เราเขียนหรือนำเสนอ (ไม่ว่าที่นี่ หรือที่ไหน) กรุณาอ่าน header — และสำหรับท่านที่เกลียดภาษาอังกฤษ (ซึ่งจริง ๆ แล้วเราก็ไม่ชอบ) กรุณาคลิกเครื่องหมายกากบาทสีแดงที่มุมซ้ายของหน้านี้ ขอบคุณค่ะ

%d bloggers like this: