หนึ่งเสี้ยวความทรงจำ … ทหารอาสาสมัครสงครามเวียดนาม – ลาว (2)



จากเวียดนามสู่สมรภูมิลาว



แม้ว่าทางการไทยจะมีการถอนทหารไทยออกมาจากเวียดนามแล้วหลังการลงนามในข้อตกลงปารีสเพื่อยุติสงครามเวียดนาม แต่การรบก็ยังไม่สิ้นสุดทันที เนื่องจากสหรัฐฯ ยังคงไม่ไว้ใจว่าเวียดนามเหนือจะดำเนินการตามข้อตกลงปารีส จึงยังต้องคงกองกำลังของตนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้ โดยย้ายฐานปฏิบัติการจากเวียดนามมาไว้ที่ประเทศไทย รวมทั้งยังคงดำเนินการรบอย่างต่อเนื่องในประเทศอินโดจีนอื่น ๆ อันได้แก่ ลาว และกัมพูชา ซึ่งประเทศไทยก็ได้ดำเนินการส่งทหารไปร่วมรบที่ประเทศลาวด้วย โดยกองกำลังหนึ่งที่มีการกล่าวขวัญถึงเป็นอย่างมากของไทยคือ กองกำลังทหารเสือพราน ซึ่งผู้ให้สัมภาษณ์ก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังนี้ด้วย



“มีอยู่วันหนึ่ง ผมเดินผ่านไปมณฑลทหารบกที่ 1 ถนนพระราม 5 เห็นเขาประกาศรับสมัครไปรบประเทศลาว ผมก็ไปสมัครด้วยแล้วรับการฝึกที่ อ. น้ำพอง จ. ขอนแก่น จากนั้นก็เดินทางไปรบในปี 2515 ที่ ต. ล่องแจ้ง อ. ซำทอง จ. เชียงขวาง”

“ที่เรียกว่าทหารเสือพราน นี่คือ ทหารที่สหรัฐฯ จ้าง ส่งไปรบในลาว เพื่อป้องกันการรุกของทหารเวียดนามเหนือ ส่งไปรบ 3 จุดหลัก ๆ คือที่ล่องแจ้ง ซึ่งรบคู่กับทหารแม้วของนายพลวังเปา ทหารเสือพราน เขาเรียกว่าเป็นทหารรับจ้าง มีทั้งทหารประจำการ และทหารรับจ้าง ทหารประจำการนี่ก่อนไปจะต้องเขียนใบลาออกจากราชการ เพราะว่าพอถูกจับได้ จะได้มีใบลาออกมาแสดงว่าออกจากราชการไปแล้ว ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล พวกชั้นประทวน พวกสัญญาบัตร นี่เขียนใบลาออกไว้หมด พวกทหารประจำการนี่ยังรับเงินเดือนปกติ แล้วก็มารับเบี้ยเลี้ยงของซีไอเอ แต่ถ้าเป็นพวกทหารรับจ้าง อย่างผมนี่เป็นทหารรับจ้าง เขาเรียกเราว่าทหารรับจ้าง เพราะไปแบบลับ งบลับของซีไอเอ ไม่ใช่งบของหน่วยราชการไทยก็จะรับเบี้ยเลี้ยงของซีไอเอ อาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหมดเลยมาจากงบลับของซีไอเอ”

“ทหารไทยที่ไปลาว จะต้องไปฝึกก่อนที่อำเภอคะนวน จังหวัดขอนแก่น สมรภูมิในลาวมี 3 จุด มีล่องแจ้ง ปากเซ และเชียงลง แต่ล่องแจ้งเป็นยุทธภูมิที่สำคัญที่สุด เพราะถ้าแตกแล้วจะไปถึงเวียงจันทน์เลย อยู่ใกล้เวียงจันทน์ที่สุด ตอนที่ไปรบนั่นลาวแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ลาวก็จะมีฝ่าย เจ้าสุภานุวงศ์ มีเวียดนามเหนือหนุนหลัง เป็นฝ่ายซ้าย คือฝ่ายคอมมิวนิสต์ ส่วนฝ่ายขวา ก็จะมีรัฐบาลของเจ้าสุวรรณภูมา เป็นรัฐมนตรี ของเรานี่อยู่กับรัฐบาลฝ่ายขวา ตอนนั้นลาวยังมีระบบกษัตริย์อยู่ มีพระองค์เจ้าสว่างวัฒนา มาล่มเอาปี 2518”


กลับสู่มาตุภูมิ


เมื่อเค้าลางของการยุติสงครามอินโดจีนเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นจากการถอนกำลัง และลดบทบาทของสหรัฐฯในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อม ๆ กับที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้นในประเทศไทย ในช่วงเหตุการณ์วันมหาวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 ที่ส่งผลให้ผู้นำทหารที่ครองอำนาจอยู่ในขณะนั้นต้องลงจากอำนาจ และเดินทางออกนอกประเทศ พลทหารไทยที่ถูกส่งไปร่วมรบในสงคราวเวียดนามจำนวนมากได้ถูกเรียกตัวกลับมาจากประเทศไทยเนื่องจากครบกำหนดระยะเวลาการปฏิบัติงาน รวมทั้งผู้ให้สัมภาษณ์เอง ซึ่งได้กลับมายังประเทศไทยพร้อมกับกองกำลังส่วนใหญ่ที่เดินทางกลับมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๕



“ ทหารไทยถอนกลับมาจากเวียดนามส่วนใหญ่จะกลับมาก่อนปี 2515 คือเดือนมีนา 15 นี่กลับมาหมดแล้ว ส่วนที่ลาวนี่ ผมกลับมาพร้อมกับกองกำลังส่วนใหญ่ที่ล่องแจ้งที่ถอนกลับมาในปี 2516 แต่ยังเหลือพวกส่วนอำนวยการ ล่องแจ้งนี่ขึ้นอยู่กับจังหวัดเชียงขวางของลาว”



ในสายตาของพลทหารคนหนึ่ง อาจไม่สามารถประเมินได้ในภาพรวมว่า อาวุธยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ ที่ได้ถูกโยกย้ายพร้อมกับการถอนกำลังทหารออกจากเวียดนาม และลาว เข้ามาไว้ในประเทศไทยนั้นมีมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม ผู้ให้สัมภาษณ์ได้สะท้อนถึงสภาวะหลังการถอนทหาร ทั้งในเวียดนาม ลาว และประเทศไทยว่า“พออเมริกันถอนกำลังออกไป ทหารที่มีบทบาทมากที่สุดก็คือเวียดนามเหนือ ก็เลยทำให้ตอนนั้นเวียดนามเหนือเป็นประเทศที่มีความเข้มแข็งมากที่สุด มีพวกอาวุธเยอะที่สุดเลย เพราะว่าพวกอเมริกันทิ้งไว้ให้หมด รถถัง เฮลิคอปเตอร์ ที่อเมริกาทิ้งไว้ เวียดนามยึดไปหมดเลย เป็นกองกำลังที่ใหญ่มาก แต่ตอนนี้คงหมดสภาพไปหมดแล้ว ส่วนของไทยที่ถอนกลับมานี่ก็ขนอาวุธกลับมาตั้งเป็นกองพลใหม่ ได้หนึ่งกองพลเลย ซึ่งหนึ่งกองพลเนี่ย ใช้งบประมาณมหาศาล ถ้าเป็นสมัยนี้ก็ 7-8 หมื่นล้านบาท พวกอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ขนกลับมาจากลาว ที่อเมริกาไม่เอาแล้ว ขนกลับมาตั้งเป็นกองทัพภาคที่ 4 ส่วนจากเวียดนาม เอามาตั้งเป็นกองทัพภาค 9 ที่กาญจนบุรี อันนี้พลโทวิฑูรย์ ยะสวัสดิ์ (ยศในตอนนั้น) ที่คุมกำลังทหารไปรบที่ลาว เป็นคนพูดปราศรัยเองตอนที่หาเสียงแข่งกับพลเอกหาญ ลีนานนท์ พรรคประชาธิปัตย์ ตอนนั้นเขาลงพรรคกิจสังคม ช่วงที่ถอนกำลังกลับมาจากลาวใหม่ ๆ ถือว่าเป็นคนที่มีอำนาจมาก เพราะเป็นคนคุมกำลังทหารเสือพราน 2 หมื่นกว่าคน ที่สามารถจะเรียกได้ทันที”



ผู้ให้สัมภาษณ์ได้เล่าถึงทหารไทยที่เข้าร่วมรบในสงครามเวียดนาม และสิ่งที่นายทหารเหล่านี้ได้รับ หลังจากกลับมายังประเทศไทยภายหลังการถอนทหารว่า “ทหารที่ไปเวียดนามนี่ ไปแบบมีระเบียบวินัยเต็มที่ ต่างกับพวกทหารที่ไปลาวแบบทหารรับจ้าง นี่ไปแบบนักเลง ระเบียบวินัยไม่ต้องพูดถึง ทหารประจำการน่ะดี แต่ทหารรับจ้างเป็นพวกไม่มีวินัย ทหารอาสาสมัครทำเพื่อเงิน เงินเดือนทหารตอนนั้น ชั้นตรีได้ 900 แต่ทหารไปลาวได้ 1,500 มันต่างกันมาก เท่ากับข้าราชการชั้นโทเลย”

“พอเสร็จสงคราม พวกทหารที่เป็นกองประจำการก็กลับมารับราชการต่อ ใบลาออกนี่ฉีกทิ้งเลย คือถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ใบลานี่จะเอาไว้เป็นหลักฐาน ว่าลาออกตั้งแต่ไปลาวแล้ว แต่ถ้าไม่มีอะไรก็ฉีกทิ้งแล้วกลับมารับราชการเหมือนเดิม ได้วันทวีคูณ ได้ยศ ได้ตำแหน่ง เหมือนเดิมเลยระหว่างที่ไปลาว ทั้งลาว ทั้งเวียดนาม นี่ก็ได้เงินเดือน ทางบ้านเป็นคนรับ มอบอำนาจให้ไปรับที่หน่วย ส่วนตัวเองก็กินเบี้ยเลี้ยงของซีไอเอ ใช้อาวุธของซีไอเอ พลทหารให้คนละ 15 เหรียญต่อวัน คิดเป็นเงินก็ได้วันละ 300 แต่ของไทยนี่กองทัพให้วันละ 3 บาท กลับมาก็ได้สวัสดิการอะไรอีกเยอะ”


แต่ในท่ามกลางสิ่งที่ได้มานั้น ประเทศไทยก็ได้สูญเสียอะไรไปมากมายจากการเข้าร่วมในสงครามเวียดนามด้วยเช่นกัน โดยนอกจากชีวิตของเหล่าทหารหาญชาวไทยที่สูญเสียไปในการต่อสู้แล้ว ผู้ให้สัมภาษณ์มองว่า สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่ประเทศไทยต้องสูญเสียไป ก็คือโอกาสในการปรับความสัมพันธ์กับประเทศ เพื่อนบ้านในอินโดจีนหลังสิ้นสุดสงคราม


“ที่ไทยมีปัญหามากในการปรับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในอินโดจีนเพราะเราทำกับเขาไว้มากช่วงสงคราม เราส่งทหารไปรบ มีเครื่องบินบินออกจากประเทศเราไปทิ้งระเบิดประเทศเขาแทบจะทุกวัน หลังสงครามเลิก จะขอโทษเขาสักคำก็ไม่มี ไม่มีจริง ๆ ตอนนั้นไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ลูกของชาติชาย ก็ออกมาบอกว่าไทยควรจะขอโทษเวียดนาม ที่เราไปรบ ส่งทหารไป ก็เลยโดยหนังสือพิมพ์จวกเลยว่า ถ้าอย่างนั้น พม่าก็ควรจะมาขอโทษไทย ที่เคยส่งทหารเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา เรื่องนี้ก็เลยเงียบไปเลย”



เมืองไทยสมัยสิ้นสุดสงครามเวียดนาม : การถอนทหารสหรัฐฯ ออกจากประเทศไทย และเหตุการณ์ 6 ตุลา



ประเทศไทยหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา ฯ อยู่ในช่วงของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยรัฐบาลพลเรือน ส่วนผู้นำทหารนั้น นับว่าได้ลดบทบาทลงเป็นอย่างมากในสายตาของประชาชนทั่วไป ในขณะเดียวกัน ภาพของขบวนการนักศึกษา และประชาชน ที่ถูกมองว่ามีบทบาทสำคัญในการโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการ ได้มีบทบาทที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในสังคม เห็นได้จากการรวมตัวกันเพื่อประท้วงเรียกร้องในเรื่องต่างๆ เช่น ค่าจ้างแรงงาน ราคาพืชผล รวมทั้งการเรียกร้องให้มีการถอนทหาร และฐานทัพของสหรัฐฯ ออกจากประเทศไทย ผู้ให้สัมภาษณ์ ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ได้มีประสบการณ์ตรงกับสังคมไทยในช่วงเวลาดังกล่าว ได้ถ่ายทอดให้ผู้เขียนฟังเกี่ยวกับสภาพสังคมไทยในช่วงเวลานั้นว่า


“หลังจากที่เกิดวันมหาวิปโยคนี่ นักศึกษาใหญ่มาก ทหารไม่กล้าแต่งเครื่องแบบ ตำรวจตามโรงพักนี่ นักศึกษาเขียนสำนวนแจ้งความหมด รัฐธรรมนูญปี 17 ก็ให้อิสรภาพมากกว่าทุกฉบับที่ผ่าน ๆมา ทำให้ในสังคมมีการประท้วงกันมาก หลายเรื่อง อย่างพวกเรื่องราคาข้าว ค่าจ้างแรงงาน นักศึกษาก็ไปยุให้พวกชาวนา คนงานมาประท้วง ตอนนั้นในสังคม คอมมิวนิสต์ก็มาแรง เพราะการล่มสลายของเวียดนามใต้ แล้วก็การล่มสลายของกัมพูชา ปี 18 เวียดนามเหนือนี่ได้รับการสนับสนุนจากโซเวียต แต่กัมพูชาเนี่ยได้รับการสนับสนุนจากจีนเต็มตัว ก็มาสนับสนุนโจรจีนคอมมิวนิสต์ในเมืองไทยอีกที ระบาดมากทางใต้ ไปก่อความวุ่นวายในมาเลเซีย แล้วพอมาเลเซียปราบ ก็หนีมาไทย ในไทยคอมมิวนิสต์ที่ยังมีอยู่ก็เข้ามาทางนักศึกษา ให้นักศึกษาเรียกร้องให้ถอนทหารอเมริกันออกจากประเทศไทย เพราะตอนนั้นถึงจะถอนออกจากเวียดนามแล้ว แต่ยังมีในประเทศไทยอยู่ มีพวก Jusmag เขาต้องการให้ถอนให้หมด การที่นักศึกษาเข้ามาเดินขบวนประท้วงนี่ ก็เป็นกลยุทธอย่างหนึ่งของพวกคอมมิวนิสต์ ที่เรียกว่า ป่าล้อมเมือง คือ นักศึกษา กับพรรคคอมมิวนิสต์ในป่ามีการประสานงานกัน ให้ถอนทหารสหรัฐฯ ที่คอยติดตามความเคลื่อนไหวของคอมมิวนิสต์ แล้วก็พวกค่ายทหาร สถานีเรดาห์ของสหรัฐฯ ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของคอมมิวนิสต์ อย่างค่ายรามสูร เรดาห์นี่จะจับการเคลื่อนไหวได้หมดเลยทั้งเอเชีย เครื่องบินขึ้นที่เมืองจีนนี่รู้หมด ช่วงนั้นนักศึกษาเรียกร้องมาก มีการเรียกร้องให้ถอนค่ายรามสูร ให้ถอนทหารสหรัฐ ฯ ทั้งหมดออกจากประเทศไทย ให้ถอนฐานทัพที่อู่ตะเภาออกไป เสียดายมากเลย ของดี ๆ ทั้งนั้น ค่ายรามสูรนั่นก็น่าเสียดายมากเลย ที่ต้องถอนไป ช่วงนักศึกษาเรียกร้องให้ถอนออกไป ประมาณช่วงปี 17 คือถ้ามีค่ายนี่อยู่นะ เครื่องบินข้าศึกมาจากไหนเรารู้หมด ถอนไปนี่น่าเสียดายมาก การถอนค่ายรามสูรนี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาวิกฤติ ปี 19 เป็นต้นเหตุส่วนหนึ่ง ก็มีการเดินขบวนประท้วง ดึงธงชาติของอเมริกันมาฉี่รด ที่ลาว นักศึกษาก็เรียกร้องแบบเดียวกัน”


สำหรับการเมืองไทยสมัยรัฐบาลพลเรือนหลัง 14 ตุลาฯ นั้น ผู้ให้สัมภาษณ์มิได้มีส่วนร่วมในฐานะผู้ที่เกี่ยวข้องกับ ‘วงใน’ ของการเมืองไทยโดยตรง แต่ได้สะท้อนภาพในฐานะ ‘ผู้ชม’ ดังนี้



“ช่วงนั้นหลังเลือกตั้ง ปี 18 มรว. เสนีย์ เป็นหัวหน้าพรรคที่ได้เสียงข้างมาก จะจัดตั้งรัฐบาล แต่เมืองไทยนี่เป็นอะไรก็ไม่รู้ แปลกกว่าที่อื่น ที่อื่นนี่ทำงานแล้วถึงจะมีลงมติไว้วางใจไม่ไว้วางใจ อันนี้ไปแถลงนโยบายก่อนแล้วสภาไม่ไว้วางใจ อาจารย์คึกฤทธิ์ มี 18 เสียง พรรคกิจสังคม พรรคแสบ (SAP) เลยได้เป็นนายกแทน มันตลกจริง ๆ”



“ตอนนั้นประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ เป็นประธานสภาผู้แทน เขาเรียกว่า โคตงหงง เป็นเจ้าของวลี ยุ่งตายห่า วันที่เขาลงมติไม่ไว้วางใจ วันนั้น สส. เข้าห้องน้ำกันใหญ่เลย เขาซื้อ ขายเสียงกัน ประสิทธิ์นี่เป็นประธานบริหารธนาคารกรุงเทพฯ แล้วก็มีบุญชู โรจนเสถียร เป็นประธานบอร์ดใหญ่ ”



“หัวหน้าพรรคกิจสังคม คือ อาจารย์คึกฤทธิ์มี 18 เสียงได้เป็นนายก แต่พรรคประชาธิปัตย์ ได้ร้อยกว่าเสียง ไม่ได้เป็นนายก อาจารย์คึกฤทธิ์นี่เป็นต้นตำรับเงินผัน คือเหมือนเงินกองทุนหมู่บ้านปัจจุบันนี้ แล้วก็สร้างถนน โครงการเร่งรัดพัฒนาชนบท แล้วก็ปฎิรูปพวกการขนส่ง รถเมล์ เป็นคนตั้ง ขสมก. แต่ก่อนรถเมล์ไม่ได้รวมกัน แต่ละสายก็แยก ๆ กันบริหาร อย่างสาย 47 เป็นของบุญผ่อง สาย 2-3 เป็นของนายเลิศ มีหลายบริษัท คึกฤทธิ์เป็นคนตั้ง ขสมก. ให้มารวมกัน ให้คุณหญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ บริหาร โครงการเงินผันนี่ทำให้ทำให้อังกฤษให้วุฒิดุษฎีบัณฑิตกับคึกฤทธิ์ ว่าเป็นการกระจายรายได้สู่ชนบท แต่ก็ถูกว่ามากว่ามีการโกงกิน ทำให้หมู่บ้านโกงกินกัน แต่ก็เหมือนพวก อบต.อบจ. ปัจจุบัน มีโอกาสก็โกงกิน”


สำหรับสังคมไทยสมัยนั้น ที่มีการแตกแยกเป็นฝักฝ่าย มีกลุ่มต่าง ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับการเมือง และบางกลุ่มมีส่วนสนับสนุนให้เกิดความรุนแรงในเหตุการณ์วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ นั้น ผู้ให้สัมภาษณ์ได้ถ่ายทอดให้ผู้เขียนฟังว่า “กระบอกเสียงของรัฐบาล ที่เป็นเหมือนช่อง 11 ตอนนี้ ตอนนั้นคือวิทยุยานเกราะ ส่วนหนังสือพิมพ์ก็มีดาวสยาม ที่ขวาจัด กลุ่มต่าง ๆ พวกที่จัดว่าเป็นฝ่ายขวาหัวรุนแรงตอนนั้นก็มีพวกนวพล กระทิงแดง นี่เป็นพวกเดียวกัน พวกกระทิงแดงจะอยู่ใต้พลเอกสุดสาย เทพหัสดิน ณ อยุธยา รุ่นเดียวกับเปรม เขาจัดตั้งขึ้นมา พวกนวพลเป็นพวกขวาจัด เรียกตัวเองว่ากลุ่มนวพล มีวัฒนา เขียววิมล เป็นพวกเดียวกัน มีตั้งพรรค สมัครรับเลือกตั้ง กลุ่มพวกนี้จะคอยสนับสนุนพรรคที่ลงเลือกตั้ง กลุ่มกระทิงแดงเขาจะมีคำขวัญของเขา เป็นคำขวัญประจำกลุ่มว่า หลับเถิดปวงประชา กระทิงกล้าจะคุ้มภัย ตอนนั้นฝ่ายขวามาแรงจริง ๆ ”


กลุ่มฝ่ายขวาในสังคมเหล่านี้เอง คือกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในวันที่เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ซึ่งผู้ให้สัมภาษณ์เล่าว่า “….. ชนวนที่ทำให้เกิด 6 ตุลา คือจอมพลถนอมที่ถูกขับออกไปต่างประเทศกลับมา บวชเณรกลับมาเพราะพ่อป่วย นักศึกษาก็ประท้วง จอมพลประภาสที่ไปพร้อมกัน ก็ขอเข้ามารักษาตาที่เมืองไทย นักศึกษาไม่พอใจ จอมพลถนอมบวชเข้ามาอยู่ที่วัดบวร นักศึกษาก็มาเดินขบวน… มาชุมนุมกันอยู่ที่ธรรมศาสตร์ มีเล่นละครล้อเลียนเรื่องพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่ถูกยิงตายแล้วเขาเอามาแขวนคน มีแต่งหน้าเลียนแบบฟ้าชาย…………..[กลุ่มฝ่ายขวาต่างๆ]เขาหลอกพวกนักศึกษาเข้ามาอยู่ในธรรมศาสตร์ แล้วก็ปิดประตูตีแมว กองกำลังที่ปราบนักศึกษา คือพวก ตชด.”


“ตอนนั้นผมอยู่ที่กรมประชาสัมพันธ์ ได้ยินตั้งแต่มีเสียงปืนดัง แล้วสักพักเขาก็เอานักศึกษา หรือใครก็ไม่รู้ทั้งหมดในนั้นออกมา เอามาบนรถขนทหาร เอามือไพล่หลัง สักพักก็มีกลุ่มควันไฟมาจากหน้าศาลฎีกา เหมือนไฟไหม้ พอไฟดับ เพราะฝนมันตก ก็เห็นศพคนถูกเผา ไม่มีแขน ไม่มีขา ไม่รู้ว่าเป็นใคร ถูกเผาไหม้ไปหมด เผายางรถยนต์ก็มี ใกล้กับทางเข้าศาลฎีกา ไม่รู้ใครทำ แต่เขาก็อ้างว่าคอมมิวนิสต์ทำ”


ผู้ให้สัมภาษณ์ได้สะท้อนความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเรียกร้องของนักศึกษา ซึ่งนับได้ว่า เป็นชนวนประการหนึ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกต่อต้านขึ้นในสังคม และนำไปสู่การล้อมปราบด้วยความรุนแรงในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ว่า “นักศึกษาเรียกร้องนี่ ก็ต้องเข้าใจว่า ทฤษฎีกับปฏิบัตินี่บางทีมันเอามาใช้กันไม่ได้ เรียนมาอย่างนึง แต่ในชีวิตจริงนี่ไม่ใช่เลย แล้วการประท้วงของนักศึกษานี่เรียกร้องไม่มีที่สิ้นสุด ……. ข้อเรียกร้องบางเรื่องของนักศึกษาที่ให้ถอนทหารสหรัฐฯ ที่ว่าทำให้ศีลธรรมเสื่อมโทรม มีปัญหาเมียเช่า อันนั้นน่าจะเป็นเรื่องที่มีอยู่นานแล้ว คือ ผู้หญิงที่เป็นเมียเช่านี่ส่วนหนึ่งเขาก็เป็นอยู่แล้ว แล้วก็ไม่ได้มีไปทั่วทั้งประเทศ มีแต่ที่ทหารอเมริกันอยู่ ส่วนเรื่องแทรกแซงกิจการภายใน ก็น่าจะจริงอยู่บ้าง แต่ถ้าเทียบผลดีผลเสียแล้ว ผลดีน่าจะมากกว่า เพราะเราก็ต้องพึ่งพาเขา พวกอาวุธยุโธปกรณ์ต่าง ๆ นี่เราไม่มี ก็ต้องพึ่งของเขา เหมือนเวียดนาม ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีของรัสเซีย แต่พวกสงครามกองโจร รบแบบกองโจรนี้จีนเป็นคนสอน”


อย่างไรก็ตาม ผู้ให้สัมภาษณ์มิได้เห็นว่า ข้อเรียกร้อง หรือการประท้วงของนักศึกษา คือสาเหตุที่แท้จริงของการล้อมปราบด้วยความรุนแรง ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์รัฐประหารในวันที่ 6 ตุลาฯ โดยผู้ให้สัมภาษณ์เห็นว่า“…….เหตุผลที่สำคัญที่เขากวาดล้างพวกกลุ่มฝ่ายซ้ายในธรรมศาสตร์ ก็คือตอนนั้นในหมู่ทหารมีความแตกแยก สายของถนอมเดิมนี่มาแรง ที่แตกกันเห็นชัด ๆ มีสองสาย หลังจากกฤษณ์ตาย สายถนอมก็มาแรง กองทัพมีความขัดแย้งกัน ใครชิงลงมือก่อนก็รวบอำนาจได้เลย กลุ่มที่มาเป็นผู้นำปฏิวัติ คือสงัด ชะลออยู่ นี่เป็นหุ่นเชิด ก่อนหน้านั้น สงัด ชะลออยู่ เป็นผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ สมัยถนอม จะขึ้นเป็น ผบ. ทบ. แต่ถนอมเอาอีกคนที่อาวุโสต่ำกว่าเป็นแทน เลยแค้น มาเป็นหัวหน้าคณะปฏิรูป สงัดเป็นหัวหน้า พลเอกเกรียงศักดิ์เป็นเลขา เป็นคนที่มีอำนาจที่แท้จริง เป็นสายถนอม ตอนแรกเป็นเสนาธิการทหาร …”



ส่งท้าย

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังจากเหตุการณ์ความรุนแรง ที่นำไปสู่การปราบปราม และความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ที่ดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ราวกับเป็นวัฏจักรอย่างหนึ่งในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ในวันที่ 14 ตุลา ฯ 6 ตุลาฯ หรือเหตุการณ์ในเดือนพฤษภาคมที่เพิ่งผ่านไปนี้ก็ตาม มักจะมีคำถามต่อเนื่องว่า “…. เราได้เรียนรู้อะไรกันบ้างจากประวัติศาสตร์?…” ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายว่า บ่อยครั้งคำตอบที่ได้รับ สำหรับหลาย ๆ วงการ และหลายแง่มุมของปัญหา มักจะเป็นเพียงความว่างเปล่า



แม้ว่าการสัมภาษณ์ครั้งนี้ จะเป็นการสัมภาษณ์ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในเดือนพฤษภาคม 2553 ที่เพิ่งผ่านมา และผู้เขียนมิได้มีเจตนาใด ๆ ที่จะเชื่อมโยงเรื่องราวจากอดีตสู่ปัจจุบัน รวมทั้งไม่ต้องการที่จะตัดสินว่า ภาพมุมมองที่สะท้อนในบทความนี้ เป็นภาพสะท้อนที่ตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นหรือไม่ อย่างไร แต่แง่มุมหนึ่งที่อาจเป็นข้อสรุปของบทความนี้ได้คือ รัฐย่อมตระหนักในบทบาทของตนในฐานะที่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลข่าวสาร ‘อย่างเป็นทางการ’ ซึ่งมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อมุมมอง รวมทั้งการตระหนักรู้ของคนในสังคม และน่าจะมีการเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีตว่า จะสามารถนำสิ่งนี้มาใช้เป็นแต้มต่อในการนำเสนอ และสร้างฐานการสนับสนุนขึ้นในสังคม ไม่ว่าจะเป็นในการสร้างความชอบธรรมในการก่อให้เกิดความรุนแรง หรือต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ได้อย่างไร หากจะมีสิ่งหนึ่งที่รัฐไม่เคยเรียนรู้เลย ก็คือ การกล่าวคำขอโทษกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น …


หรือว่ารัฐไทยไม่เคยผิด ?

Advertisements