APEC Japan 2010 (2)

โตเกียวเป็นเมืองที่มีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะแยะ …ชวนเสียเงินมาก ๆ แต่เมื่อเรามาประชุมเสียเป็นส่วนใหญ่ กว่าจะออกมาจากห้องประชุมได้ก็เย็นย่ำสนธยามากแล้ว ร้านต่าง ๆ ก็ปิดกันไปซะเป็นส่วนใหญ่ ไม่ก็ขี้เกียจทำงานกันแล้ว ไม่ก็เป็นร้านประเภทที่ไม่ตรงกับความสนใจ (และงบประมาณ ^^”) ของเรา เช่นย่าน Ginza ที่ขายแต่ของหรู ๆ เป็นต้น …

Tokyo Tower ไม่ได้ขึ้นอะ … ได้นั่งรถตู้ผ่านเฉย ๆ

แต่อันนี้วัดอาซากุสะ (Asakusa) เป็นหนึ่งในโปรแกรมทัศนศึกษาที่เขาจัดไว้ให้ ก็เลยได้แวะไป วัดนี้มีชื่อเรียกเล่น ๆ (ในหมู่นักท่องเที่ยว)ว่า วัดโคมแดง ตามชื่อโคมขนาดใหญ่ที่แขวนไว้ข้างหน้า ส่วนด้านข้างจะเป็นรูปปั้นของเทพสององค์ ข้างละองค์

ที่นับว่าเป็นสถานที่ที่พลาดไม่ได้สำหรับนักท่องเที่ยว ก็เพราะทางเข้าไปถึงตัววัด จะมีร้านขายของที่ระลึกมากมาย อยากซื้ออะไร หรือใครฝากซื้ออะไร หาได้แทบจะทุกอย่างที่นี่

นอกจากของที่ระลึกแล้วก็มีของกินเยอะแยะด้วย ^^

เข้ามาใกล้ตัววัด จะมีกระถางธูปขนาดใหญ่ (… แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมา… ^^”) สำหรับให้คนที่มาบูชาจุดธูปไปปัก — ไม่รู้เหมือนกันว่าปักอีท่าไหน เพราะมันสูงมาก น่าจะมีบันไดปีนขึ้นไปสักทาง … แต่เรามาถึงตอนค่ำ ไม่ได้จุดธูปแล้ว เขาให้ไปอังไอธูป กับเอาเถ้า ๆ ธูปมาใส่หัวเพื่อความเป็นสิริมงคลได้

ร้านขายยากิโซบะ ทาโกะยากิ และอีกหลายเมนูที่เราอ่านไม่ออก แถววัดอาซากุสะ

มุมนึงของวัดอาซากุสะ … ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร Guide ไม่บอก เพราะถึงเวลาต้องไปกินข้าวเย็นกันแล้ว …

อันนี้ดีหน่อย … ได้ไปตอนกลางวัน คือ พระราชวัง Imperial ของราชวงศ์ญี่ปุ่น อยู่กลางเมืองเหมือนวังสวนจิตรลดาของไทยเรา และมีคูน้ำล้อมรอบเหมือนกันด้วย … ^^…

ทางเข้าวังที่เขาไม่ให้เข้าไป –ได้แต่ถ่ายรูปไกล ๆ

ส่วนนึงของคูรอบวัง

กำแพงสูงมาก

รอบ ๆ เป็นลานกว้าง มีคนมาขี่ม้าด้วย

สวนสาธารณะที่ต้นไม้เป็นระเบียบ … หญ้าเรียบสุด ๆ … ^^…

Advertisements

APEC Japan 2010 (1)

หาย head ไปหลายวัน — เนื่องจากไปร่วมประชุมนี้มา APEC Women Leaders’ Network Meeting ครั้งที่ 15 แล้ว … ปีนี้จัดที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มีผู้นำ และนักธุรกิจสตรีจากเขตเศรษฐกิจต่าง ๆ ของเอเปคมาร่วมประชุมกว่า 500 คน (… ไม่นับรวมเรา — เพราะว่าเราเป็นเลขาเฉย ๆ ..^^..) คนเยอะมาก ๆ

บรรยากาศในที่ประชุม — คนเยอะจริง ๆ ^^

สำหรับนักธุรกิจสตรีดีเด่นของไทย — เราส่งชื่อและรูปมาให้เขาจัดนิทรรศการตั้งกะกลาง ๆ ปีแล้ว โดยเอารายชื่อของคนที่ได้รับรางวัลวันสตรีสากลในปีนี้และปีที่ผ่าน ๆ มา — ส่งมามากมาย เค้าลงให้แค่นี้อะ ^^”

Quota ผู้จัดงานลงรูปให้น้อย — ไม่เป็นไร … เอามาเองก็ได้ ! เนื่องจากต้องขนอุปกรณ์จัดบอร์ดขึ้นเครื่องมาด้วย เลยไม่สามารถจัดได้อลังการดาวล้านดวงดังเช่นที่เมืองไทย (เข้าใจเราหน่อยนะ — บิน eco แล้วเดี๋ยวนี้เขาไม่ค่อยยอมให้ check in พร้อม business class แล้ว share น้ำหนักกันแล้วด้วย … -“-..) มีปัญญาจัดได้แค่นี้แหละ … ^^”….ใครคิดว่ามีไอเดียดี ๆ ที่ไม่ลำบากคนแบกมากนัก ปีหน้าบอกด้วยแล้วกัน … ไม่ก็เสนอผู้บริหารโดยตรงเลยก็๋ได้ เผื่อเค้าจะให้ไปด้วยช่วยจัดนิทรรศการ … ปีหน้าเอเปคจัดที่อเมริกา San Francisco นะ ^^

Brochure สำนักงานที่เอาไปแจก ขนไปนิดเดียวเลยหมดเกลี้ยงเลย … ^^…

ไม่รู้ว่าหมดเพราะว่าเค้าสนใจจริง ๆ หรือชอบ prop ที่วางไว้ — แต่ไม่แจก — ตัวนี้กันแน่ 555

คนเข้าชมนิทรรศการมากมาย

ออกมานอกห้องประชุมบ้าง … รอบ ๆ จะมีบริเวณที่จัดไว้ให้คนเอาของมาขาย — วันสุดท้ายลดกระหน่ำ … แต่ของมันก็ยังแพงกว่าข้างนอกอยู่ดี … เลยไม่ค่อยได้ซื้อมา ..^^…

เอกสารประกอบการประชุม ..เป็นแฟ้มห่อมาในผ้าเช่นนี้ มีสองสีให้เลือก … ^^…

ฉากหลังเวที — ถ่ายภาพมาให้เห็นชัด ๆ ใครอยากจำไปลองทำบ้างก็ลองดูนะ .. ^^…

KM Market 2010

กิจกรรมประจำปี ตลาดนัด KM ปีนี้ ฤกษ์ดีวันอังคารที่ 7 กย. Booth สญช. เตรียมการกันล่วงหน้ามากมาย ราวกับเป็นงานใหญ่ เอาเข้าจริง บูทเล็กนิดเดียวเองหน้าตึก สค. ^^”

แต่ก็ขนสาระมากมายล้นจอ

รวมทั้งของรางวัลล่อตา .. ล่อใจ (มั้ง)

เริ่มอุ่นเครื่อง — ด้วยเกมตอบคำถาม Gender ชิงรางวัล

และกล่องจับฉลากเล่นบทบาทสมมติ

เรายังมี Presenter เป็นของตัวเอง …

ที่ภูมิใจเสนอ … สุด ๆ

ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนมากมาย

ไม่ว่าจะร่วมเล่นละคร…

… หรือตอบคำถาม

บ้าน สญช. ก็ยินดีต้อนรับมาก ๆ .. ^^…

ปีหน้าเจอกันใหม่นะคะ ^^

อะไรที่กำลังเขียนอยู่ –ตอนนี้

(ร่าง) บทคัดย่อบทความที่จะเสนอในการสัมมนาวิชาการรัฐศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 11 ระหว่างวันที่ 25 – 26 พ.ย. 53 ใครสนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ ที่นี่ http://www.copag.msu.ac.th/pspa/index.php?option=com_content&view=article&id=47&Itemid=54 ส่งบทคัดย่อ และบทความได้ถึงวันที่ 20 ก.ย. นี้ — นะคะ … ของเราก็ยังเขียนไม่เสร็จเหมือนกัน ..^^”…


บ อ ก ไ ว้ ก่ อ น ว่ า ไม่ ไ ด้ ตั้ ง ใ จ จ ะ เ ส น อ เ อ า โ ล่ ห์ น ะ ค ะ … เขา (สกว.) บังคับว่านิสิตนักศึกษาปริญญาเอกทุกคนต้องมีการนำเสนอผลงานในการประชุมวิชาการ และมีผลงานตีพิมพ์ ไม่งั้นมันจะเรียนไม่จบค่ะ … วอน audience ผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย … – เ ร า ก็ รู้ – ว่าคุณรู้และมีประสบการณ์มากกว่าเรามากมายหลายเท่า ทั้งยังมี passion ในเรื่องที่เราทำอย่างล้นหลาม และมีการใช้ภาษาและวาทศิลป์อันเป็นเลิศ … แต่ขอให้เห็นใจนิสิตนักศึกษาที่บางคนก็ยังไม่ชำนาญการเขียนบทความ – บางคนก็ถูกบังคับให้เลือก topic ตามอาจารย์ที่ปรึกษา — แต่จำเป็นต้องนำเสนอบทความบ้างเหอะ … ว่ากันตามตรงพวกเราก็ไม่ได้อยากจะผลิตบทความเผา ๆ ห่วย ๆ ออกมาให้คุณวิจารณ์ — เราก็อยากจะเขียนบทความเฉพาะเมื่อมี impulse และ passion อันแรงกล้า..จนหลั่งไหลออกมาเป็นตัวหนังสือบนแผ่นกระดาษเหมือนกับคุณ …ถ้าจะด่า — ไปด่า – ใ ค ร – หรือ – อ ะ ไ ร – ที่กำหนด requirement ให้ทุกคน – ต้อง – เสนอบทความ ต้องตีพิมพ์ ต้อง blah blah blah ก่อนจบ .. จะเข้าท่ากว่าไหม ?


บ่น ๆ ๆ มามากพอแระ 😛 แปะเลยแล้วกัน … จะได้รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ – แ ล ะ – ทำไมจึงจะต้องวางมือจาก farm ชั่วคราว … อย่างน้อยก็จนกว่าจะถึงวันที่ 20 ค่ะ … ^^…

————————————–

ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐที่เปลี่ยนแปลงไป ภายใต้กระแส “ประชาธิปไตย” เบ่งบาน : ย้อนมองการต่างประเทศไทย พ.ศ. 2516 – 2519


บทคัดย่อ


บทความนี้เสนอที่จะศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และนโยบายต่างประเทศของไทย โดยเฉพาะนโยบายต่อสหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน และประเทศอินโดจีน หลังสิ้นสุดสงครามเวียดนาม ในปี พ.ศ. 2516 – 2519 โดยมีพื้นฐานความคิดจากงานศึกษาวิจัยช่วงก่อนหน้านี้ที่ระบุว่า หลังการลงนามในข้อตกลงปารีสเมื่อปี พ.ศ. 2516 และการถอนทหารสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นจุดเปลี่ยน และจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งในการต่างประเทศของไทย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย – สหรัฐฯ ที่มีปัญหามากกว่าช่วงใดๆ ที่ผ่านมา และความพยายามที่ไม่ค่อยประสบผลนัก ในการปรับความสัมพันธ์กับประเทศคอมมิวนิสต์ ได้แก่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน และประเทศในกลุ่มอินโดจีน ความเปลี่ยนแปลง และความขัดแย้งดังกล่าว ที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนหลังการล่มสลายของรัฐบาลทหารในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ มักถูกมองว่า เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากบรรยากาศที่เป็น ‘ประชาธิปไตย’ มากขึ้น ในยุคสมัยของรัฐบาลพลเรือน ปี 2516 – 2519 ที่เปิดโอกาสให้ภาคประชาชน และประชาสังคมมีส่วนร่วมมากขึ้น


จากการศึกษา เอกสารชั้นต้นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเอกสารที่เพิ่งมีการเปิดเผยใหม่ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หอจดหมายเหตุแห่งชาติสหราชอาณาจักร และกระทรวงการต่างประเทศของไทย บทความนี้เสนอว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระดับนโยบาย และการดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทยในช่วงรัฐบาลพลเรือนคือ ตั้งแต่รัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ถึงรัฐบาลเสนีย์ ปราโมช ในช่วงก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม นั้น เป็นผลมาจากอิทธิพลของพลังสังคมทั้งภายนอกประเทศ และภายในประเทศ โดยพลังสังคมจากภายนอกประเทศที่สำคัญที่สุดที่มีผลโดยตรงต่อการกำหนด และดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทย ยังคงเป็นอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถึงแม้ว่าสหรัฐฯ จะถูกมองว่าได้ลดการให้ความสำคัญกับภูมิภาคนี้ลง หลังจากที่ได้มีการประกาศใช้หลักการ นิกสัน (Nixon Doctrine) และนโยบายการมอบภาระในการทำสงครามให้กับชาวเวียดนาม ส่วนอิทธิพลของพลังสังคมภายในประเทศนั้น ถึงแม้ว่ากลุ่มภาคประชาชน และภาคประชาสังคมจะได้มีการเรียกร้องในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่น การถอนทหาร และฐานทัพของสหรัฐฯ ออกจากประเทศไทย แต่พลังสังคมในประเทศที่มีอิทธิพลมากที่สุดในการตัดสินใจและกำหนดนโยบายต่างประเทศของไทย ยังคงได้แก่ผู้นำทหาร และผู้นำพลเรือนของไทย ซึ่งมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันในหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาและความไม่ชัดเจนในทิศทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทย ภายใต้การปกครองระบอบ “ประชาธิปไตย” โดยรัฐบาลพลเรือน


คำสำคัญ : การต่างประเทศของไทย, นโยบายต่างประเทศ, ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย – สหรัฐ, การสิ้นสุดสงครามเวียดนาม


————————————–


The Changing Course of Thai Foreign Affairs during the ‘Democratic’ Years (1973 – 1976)


Abstract



This paper looks at the foreign affairs and policies of Thailand towards other countries, specifically the United States, the People’s Republic of China and the Indochinese countries after the end of Vietnam War in 1973 up to the year 1976. It builds on earlier studies which propose that the signing of Paris Peace Accords in 1973 and the withdrawal of US troops from Southeast Asia mark a significant shift and struggle in Thai foreign affairs, namely the more troubled relationship between Thailand and the United States, as well as several not-so-succesful attempts to restore the relationship with communist countries, stately the People’s Republic of China and the Indochinese countries. These changes and struggles, which became more prominent after the fall of Thailand’s military government in October 1973, are often claimed by mainstream literature to be the result of the more ‘democratic’ political atmosphere during the period of civilian governments (1973 -1976) that allow more participation from the people’s sector and civil society.


With supporting evidences from primary sources document, this paper argues that the changing course of Thailand’s international relationship during the civilian government period – from Sanya Dhammasak Government after the event of October 14, 1973 to the Seni Pramoj Government before the coup on October 6, 1976 – should be considered as the result of external as well as internal social forces. Despite the claim that the US influence in Southeast Asia has dropped after the implementation of Nixon Doctrine and Vietnamization policy, the US remained the most influential international power in the region and its policy still bore considerable impact to Thai foreign affairs. Internally, despite the facts that many groups in the people sector and civil society has been campaigning on international affairs issues, such as the withdrawal of US troops from Thailand, the principle decisive force in Thai foreign affairs still remained within the inner circle – the civilian and military leaders, whose conflicts and schisms were the major causes for the changing course of Thai foreign policies during the so-called ‘democratic’ years.


Keywords: Thai Foreign Affairs/ Foreign Policy/ Thai-US Relations/ End of Vietnam War