ย้อนรอยประวัติศาสตร์การทูตไทย @ลพบุรี (2) : พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ (ต่อ)


เข้ามาดูในส่วนของ Indoor Museam กันบ้าง …. ภาพประวัติศาสตร์ภาพนี้ คือภาพของเส้นทางเดินทางของชาวตะวันตกมาสู่เมืองละโว้ หรือลพบุรีในสมัยอยุธยา จากเมือง Brest ในแคว้น Brittany ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งตะวันออกสุดของฝรั่งเศส มายังประเทศไทย …. และจากไทยเดินทางไปฝรั่งเศส คณะของเจ้าพระยาโกษาบดี (ปาน) หรือที่เรามักจะเรียกกันว่า “เจ้าพระยาโกษาปาน” ก็ใช้เส้นทางเดียวกันนี้ คืออ้อมแหลม Good Hope ของแอฟริกาเอา…. และไปถึงเมือง Brest ก่อนที่จะเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่ปารีส …. ที่เมือง Brest จึงมีถนนที่เรียกว่า Rue de Siam เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าพระยาโกษาปานด้วย เช่นเดียวกับที่ในลพบุรีก็มีถนนฝรั่งเศสเช่นกัน



ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับถนน Rue de Siam ในฝรั่งเศส ตามนี้เลยค่ะ : http://en.wikipedia.org/wiki/Rue_de_Siam



ส่วนเส้นทางที่ชาติตะวันตกมาประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น … จะต้องมาที่ 3 เมืองสำคัญ ไม่งั้นถือว่ายังมาไม่ถึง นั่นก็คือ อยุธยา ละโว้ และปัตตาเวียในชวาค่ะ

ภาพการเข้าเฝ้าของราชทูตฝรั่งเศส Chervaria de Chomante ต่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราช… – ต า ม ตำ น า น บ อ ก ว่ า -… de Chomante ไม่ยอมหมอบกราบ และยกพานขึ้นถวาย สมเด็จพระนารายณ์ฯ ก็เลยต้องโน้มพระองค์ลงมารับ

ส่วนภาพนี้เป็นภาพของคณะเจ้าพระยาโกษาปาน เมื่อครั้งเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งก็มีการหมอบกราบเพื่อทำความเคารพตามธรรมเนียมไทยค่ะ ห้องที่เข้าเฝ้าดังที่เห็นในภาพ คือ La Galerie des Glaces (Hall of Mirrors) ในพระราชวัง Versailles ค่ะ…… จะเห็นว่ามี 3 คน ครบองค์ประกอบของคณะทูตมาตรฐาน คือ อุปทูต ราชทูต และตรีทูต ….คือ ออกหลวงกัลยาณไมตรี เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) และขุนศรีวิศาลวาจา ตามลำดับ…..- ว่ า กั น ว่ า – เนื่องจากคนฝรั่งเศสสมัยก่อนนั้นยังไม่คุ้นเคยกับชาวตะวันออกเท่าไหร่ ทำให้เห็นคณะฯ เป็นของแปลก ถึงกับมีการทอผ้าลายคณะของเจ้าพระยาโกษาปานกันเลยทีเดียว … – ก า ร แ ต่ ง ก า ย ข อ ง ค ณ ะ เ จ้ า พ ร ะ ย า โ กษ า ป า น – จะเห็นว่าไม่ค่อยจะไทยแท้สักเท่าไหร่ เพราะเป็นเครื่องแต่งกายที่ได้รับอิทธิพลจากเปอร์เซียค่ะ



ป ร ะ เ ด็ น ใ น กา ร เ จ ร จ า ค รั้ ง นี้ -…. เขาว่ามีทั้งเรื่องการเมือง และศาสนา โดยมีคำถามที่เป็น highlight แสดงถึงความเป็นนักการทูตของเจ้าพระยาโกษาปาน คือ เมื่อถูกถามว่า ทางฝรั่งเศสมีโอกาสที่จะได้อยุธยา และหัวเมืองอื่น ๆ ในไทยบ้างไหม แล้วเจ้าพระยาโกษาปานบอกว่า – ไ ม่ มี อำ น า จ ใ น กา ร เ จ ร จ า เ รื่ อ ง อื่ น ๆ น อ ก เ ห นื อ จ า ก นี้ -….ซึ่งเป็นคำตอบ Classic ที่นักการทูตทั้งหลายใช้กันตลอดมาจนถึงยุคปัจจุบัน …ส่วนสมเด็จพระนารายณ์ฯ ก็มีความเป็นนักการทูตไม่แพ้กัน เนื่องจากเมื่อถูกราชทูตฝรั่งเศสถามว่า มีความคิดที่จะเปลี่ยนศาสนาบ้างหรือไม่ ทรงตอบว่า “ศาสนาของท่านนั้นก็ดี ศาสนาของเรานั้นก็ดี ถ้าหากว่าเราจะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาของท่านนั้น ก็คงจะเป็นเพราะพระเจ้าของท่านมาดลใจนั่นเอง” …. ซึ่งทำให้อีกฝ่ายสามารถตีความไปได้เองว่าพระองค์จะเปลี่ยนศาสนา … แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่



ร า ช ทู ต ฝ รั่ ง เ ศ ส ที่ ม า ไท ย ใ น ส มั ย นั้ น – …. และเป็นผู้ที่พาโกษาปานไปเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 คือ Chervaria de Chomante ส่วน Mercier de la Lubear นั้นเป็นราชบัณฑิต และ Envoye Extraordinaire หรืออุปทูต — จะมีฐานะต่ำกว่านิดหน่อย (de Chomante เป็น Ambassador) แต่เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดทำสนธิสัญญาสัมพันธไมตรีระหว่างไทย – ฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1687 มีการลงนามที่สยาม และมีหลักฐานการขีดแกงได (กากบาท) รวมทั้งประทับตราบัวแก้ว(ตราของกระทรวงการต่างประเทศในปัจจุบัน …. สมัยนั้นน่าจะเรียกว่ากรมท่า หรืออะไรทำนองนี้ ) ระบุว่า เขียนขึ้นในเมืองลพบุรี จัดทำเป็น 3 ภาษา คือ ไทย ฝรั่งเศส และโปรตุเกส ซึ่งเป็นภาษาการทูตในสมัยนั้น ภาษาละ 3 ฉบับ…. แต่ไม่มีการบังคับใช้ เพราะมีการเปลี่ยนแผ่นดินซะก่อน แล้วพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ คือ พระเพทราชา ไม่ต้องการสานต่อ…. ก็เป็นที่น่าเสียดายเหมือนกัน เพราะต่อจากนั้นก็ไม่มีการทำสนธิสัญญาใด ๆ กับชาติตะวันตกอีกเลย ….จนมามีอีกทีช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นเลย



– สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างไทยและชาติตะวันตกในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ – …. วิทยากรได้แนะนำหนังสือ The Ship of Sulaiman หรือสำเภาสุไลมาน ซึ่งเราก็ไม่เคยอ่านเหมือนกัน … ^^”… ว่าง ๆ (และถ้าหาได้) จะลองไปหามาอ่านดูค่ะ

ภาพวาดของเจ้าพระยาโกษาปาน ที่ชาวฝรั่งเศสได้วาดไว้ และตราประทับประจำตัวของท่าน เขียนเป็นภาษาเขมร เขาว่าอ่านดี ๆ จะอ่านออกว่าเป็นชื่อท่าน แต่เราอ่านไม่ออกแฮะ … ^^”…

เราลองมาดูวัตถุต่าง ๆ ที่บ่งบอกถึงความเจริญในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชกันบ้าง นี่คือ – ท่ อ ป ร ะ ป า – ในสมัยก่อน ที่ใช้ส่งน้ำไปทั่วทั้งเขตพระราชฐานค่ะ ทำจากดินเผา

ของในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีทั้งสมัยก่อน และหลังสมเด็จพระนารายณ์มหาราชค่ะ – วิ ธี สั ง เ ก ต – นอกจากอ่านคำบรรยายที่อยู่แถว ๆ นั้นแล้ว เรายังสามารถสังเกตได้จากตำแหน่งของรูปฝรั่งในโบราณวัตถุชิ้นนั้น ๆ … – ก ล่ า ว คื อ – ช่วงหลังปี พ.ศ. 2224 คือหลังสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เกิดความคิดว่าฝรั่ง หรือชาวต่างชาตินั้นทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย จึงมีการลดฐานะของชาวต่างชาติลงไปอยู่ที่ฐานรูป ฐานตู้ เป็นตัวที่เรียกว่า – อ ะ ร ะ หั น – หรือตัวประหลาดค่ะ

ดูกันชัด ๆ กับตัวอะระหันที่ฐานตู้ค่ะ

ส่วนสิ่งที่บ่งชี้ว่า …โบราณวัตถุชิ้นนี้น่าจะสร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ก็คือช่อง Pointed Ark แบบเดียวกับที่เห็นตรงกำแพงตรงสิบสองท้องพระคลังนั่นเองค่ะ

ส่วนนี่ไม่ใช่โบราณวัตถุแต่เป็นเราเองกะ – พี่ยุ้ย- พี่ที่ทำงานเก่าเรา ซึ่งมาร่วมทัวร์ครั้งนี้ด้วยเหมือนกันค่ะ เดินตากแดดกันมานานกว่าจะได้เข้าร่ม อย่างโทรมกันทั้งคู่เลยทีเดียว … ^^”…

ดังที่ได้กล่าวถึงไปใน Blog ก่อนหน้านี้ ว่าพระราชวังแห่งนี้ได้รับการบูรณะในสมัย ร. 4 ซึ่งก่อนการบูรณะ มีเกร็ดเล่าเล็กน้อยว่า เนื่องจากสมัยปลายรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์ ได้เกิดความวุ่นวาย ขุนนางแก่งแย่งอำนาจกัน และมีทีท่าว่าจะเข้ายึดอำนาจในวัง ทำให้สมเด็จพระนารายณ์ ฯ ตัดสินใจเปลี่ยนฐานะของพระราชวังแห่งนี้เป็นวัด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา เพราะคิดว่ายังไง ๆ ซะคนก็น่าจะไม่ก่อความวุ่นวาย หรือเข่นฆ่ากันในวัด ….. ทำให้ ร. 4 ต้องดำเนินการผาติกรรม –คือ ถ่ายถอนความเป็นวัดออกไปจากวังแห่งนี้ — ก่อนที่จะทำการบูรณะได้ โดยไปบูรณะวัดที่อยุธยา 2 แห่ง และวัดที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงอีก 1 แห่ง…. หลังจากนั้น จึงได้สร้างตำหนักที่เรียกว่า – พ ร ะ ที่ นั่ ง พิ มา น ม ง กุ ฎ – ขึ้นมา … ปัจจุบันได้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์…. เราลืมถ่ายรูปข้างนอกมา ….ดูภาพบางส่วนจากข้างในแทนละกันนะคะ…

แบบจำลองห้องบรรทมของ ร.4

โต๊ะทรงงาน (น่าจะจำลองมาอีกเช่นกัน) มีกระดานชนวนขนาดใหญ่ของ ร.4 — เชื่อกันว่าเป็นโต๊ะที่ทรงใช้ในการคำนวณการเกิดสุริยุปราคาที่หว้ากอ …โดยใช้สูตรการคำนวณ calculus เป็นภาษาบาลีสันสกฤต แต่ตัวจำลองนี้ทำเป็นกระดานว่างๆ

อาจจะเห็นไม่ค่อยชัดสักเท่าไร…. แต่นี่คือภาพของพระโอรสพระธิดาทั้งหมดของ ร. 4 ที่มีจำนวนมากถึง 66 องค์ … ถ้านับหลานแล้วจะมีถึง 500 – 600 เลยทีเดียว ไม่รู้จริงมั้ย …. มีคนพยายามมองหา ร. 5 ในภาพนี้ แต่ไม่เจอ ซึ่งวิทยากรอธิบายว่า เพราะว่าพระองค์ต้องคุมน้อง ๆ ถ่ายรูป เลยไม่ได้อยู่ในภาพนี้ด้วย

พระรูป ร.5 หรือเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ในสมัยนั้น ฉายคู่กับ ร.4 ในภาพนี้ค่ะ

– ปิ ด ท้ า ย – ด้วยภาพรูปปั้น – พ ร ะ ม า ลั ย – ซึ่งเป็นอัครสาวกรูปหนึ่งของพระพุทธเจ้า และว่ากันว่า จะมาจุติเป็นพระศรีอาริยเมตไตรย หรือพระพุทธเจ้าองค์ถัดไปค่ะ …. ประวัติที่สำคัญของพระมาลัยคือเป็นพระอัครสาวกที่มีฤทธิ์มาก เคยเดินทางไปทัวร์นรก – สวรรค์ มาแล้ว และกลับมาเล่า – เขียนเป็นหนังสือ (น่าจะเป็นคนรุ่นหลังเขียนเอามากกว่า) เรียกว่า – ส มุ ด พ ระ ม า ลั ย – …ซึ่งมักจะเป็นส่วนหนึ่งของการสวดพระอภิธรรมศพ ที่เรียกว่า – ส ว ด พ ร ะ ม า ลั ย – …(เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นท่อนไหนของการสวดนะ และสังเกตว่าแต่ละวัดพระสวดสั้นยาว ไม่ค่อยเท่ากันเท่าไหร่ ไม่แน่ใจว่าสวดเหมือนกันทุกที่หรือเปล่า) สังเกตได้ว่าเป็นพระมาลัย ไม่ใช่พระพุทธเจ้า ได้จากทรงผมค่ะ พระมาลัยจะศรีษะโล้น และต้องถือตาลปัตรอยู่เสมอ



กว่าจะเดินทั่วพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ ก็หมดช่วงเช้าพอดีเลย Blog หน้า เราจะไปย้อนรอยฯ กันต่อ ณ บ้านหลวงรับราชทูต หรือบ้านเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์กันค่ะ

Tags: ,

About jeenina

I'm a Thai government official currently affiliated with the Ministry of Justice of Thailand. I've got my degrees in English (1st degree) and Political Science (Masters and PhD). I love travelling, art, literature and philosophy. I currently live in Bangkok, Thailand.
%d bloggers like this: