ย้อนรอยประวัติศาสตร์การทูตไทย @ลพบุรี (4) : ศูนย์การทหารปืนใหญ่ ค่ายพหลโยธิน


มาทัวร์กันต่อเลยค่ะ ที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ ค่ายพหลโยธิน ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 301 หมู่ 7 ต. เขาพระงาม เลยจากวงเวียนสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมาประมาณ 10 กิโลเมตร ที่เห็นว่าควรบอก เพราะค่ายทหารในลพบุรีมีเยอะมาก เดี๋ยวจะไปกันผิดค่าย และที่บอกได้ละเอียดขนาดนี้ เพราะเขาแจก Brochure มาค่ะ ^^” … เราไม่ได้ถ่ายภาพทางเข้าไว้ เพราะว่าอยู่บนรถตู้ เข้ามาถึงหอประชุมแล้วถึงได้ถ่ายรูปปืนใหญ่จำลองตรงนี้

ค ว า ม สำ คั ญ ขอ ง ส ถ าน ที่ แ ห่ ง นี้ – … ก็คือเป็นอดีตบ้านพักของบุคคลสำคัญต่อการเมืองการปกครองของไทย 2 ท่าน คือ พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ที่เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า เป็นจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตยไทย ( – N o t e — แต่หากถาม อ. ภาคปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ บางท่าน เขาจะบอกว่าไม่น่าจะถือว่าใช่ เพราะถึงแม้ว่า หลัก 6 ประการของคณะราษฎร จะเป็นหลักการที่เป็นไปตามรูปแบบของประชาธิปไตยแบบตะวันตก แต่เมื่อยึดอำนาจมาได้แล้ว กลับไม่มีการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมใด ๆ เพื่อให้หลักการนี้เป็นไปได้จริง เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ในคณะราษฎร ก็เป็นชนชั้นสูง การศึกษาสูง ที่ไม่คิดจะเข้าถึงประชาชนแต่อย่างใด สรุปแล้วก็เลยดูคล้ายการเปลี่ยนถ่ายอำนาจจากชนชั้นสูงกลุ่มที่ครองอำนาจอยู่ มาสู่กลุ่มของตัวเองบ้าง เฉย ๆ …. ใครสนใจข้อถกเถียงในประเด็นนี้ สามารถอ่านคำสัมภาษณ์ของท่านปรีดี พนมยงค์ ได้ใน blog นี้ เลยค่ะ) และ จอมพล ป. พิบูลสงคราม หนึ่งในผู้นำทหารคนสำคัญของไทย ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 5 สมัย นานถึง 14 ปี (16 ธ.ค. 2481-1 ส.ค.2487..อีกนิดนึงก็ 15 ปีละ ) ซึ่งถือว่านานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ผู้นำประเทศเข้าสู่สงครามโลก ครั้งที่ 2 ค่ะ

อ้างอิงข้อมูลการดำรงตำแหน่งของจอมพล ป. จาก http://th.wikipedia.org/wiki/แปลก_พิบูลสงคราม

บ้านพักหลังนี้ ก็คือบ้านพักนายทหารสัญญาบัตร หมายเลข 1 ที่เคยเป็นบ้านพักของ ฯพณฯ พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ในสมัยที่ยังมียศเป็น พันโทพระสรายุทธสรสิทธิ์ (พจน์ พหลโยธิน) ค่ะ

ในปัจจุบันได้ทำเป็นพิพิธภัณฑ์ โดยมี 2 ส่วน คือ ตัวบ้าน กับอาคารด้านหน้าค่ะ

เข้ามาทำความเคารพรูปท่านพลเอก พระยาพหลฯ กันก่อน บ้านนี้ได้รับการอนุรักษ์ไว้ในสภาพดั้งเดิม สิ่งของต่าง ๆ ที่พลเอก พระยาพหลฯ และภริยา (เขาว่าเป็นคนที่ 2 ซึ่งเป็นน้องคนสุดท้อง ในครอบครัวเดียวกันของภริยาคนแรก คือพอแต่งกับคนแรกแล้วไม่มีลูกด้วยกัน ก็เลยมาแต่งกับคนนี้อีกคน) คือ ท่านผู้หญิงบุญหลง เคยใช้ เก็บไว้ในตู้กระจก และมีคำอธิบายประกอบค่ะ

ตัวอย่าง — ผ้าที่พลเอก พระยาพหลฯ ได้รับพระราชทานมาจาก ร.6 ลวดลายต่างๆ เป็นการวาดด้วยมือ

เสื้อผ้าต่าง ๆ ของท่านผู้หญิงบุญหลง (บางส่วน) ของเหล่านี้ทางศูนย์ทหารปืนใหญ่ได้รับบริจาคมาจากครอบครัวของท่าน คือ สกุลพหลหยุหเสนา (มีที่แตกไปเป็นสกุลพหลโยธินด้วยค่ะ) ซึ่งได้เก็บรักษาไว้อย่างดีมาก ๆ จึงยังคงอยู่ในสภาพดีมาจนถึงปัจจุบันค่ะ … พลเอก พระยาพหลฯ กับท่านผู้หญิงบุญหลง มีบุตรด้วยกันทั้งสิ้น 4 คน ซึ่ง 2 คน ในนั้น ยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันค่ะ

ระเบียง –เป็นที่ตั้งโต๊ะทานข้าว

จดหมายที่พลเอก พระยาพหลฯ เขียนถึงภริยา — มีอยู่มากมายหลายฉบับด้วยกัน

ห้องครัวค่ะ

คันนี้เขาว่าเป็นรถประจำตำแหน่งท่านผู้หญิงบุญหลงค่ะ

บ ริ เ ว ณ บ้ า น — ทางศูนย์การทหารฯ ได้พยายามหาต้นไม้ประจำจังหวัดต่างๆ ทั้ง 77 จังหวัดในประเทศไทยมาปลูก และต้นไม้ในวรรณคดีต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นต้นไม้หายาก เช่น ต้นยางน่อง ในวรรณคดีเรื่องเงาะป่า ส่วนต้นนี้ชื่อว่าต้นกุหลาบพุกามค่ะ

ส่ ว น ข อ งอ า ค า ร ด้ า น ห น้ า -…เป็นอาคารสีชมพู ใช้เก็บสิ่งของต่าง ๆ ขอพลเอก พระยาพหลฯ และภริยา ที่ได้มาจากครอบครัวเช่นกัน และมีเยอะเกินกว่าที่จะเก็บไว้ในส่วนของบ้านพักฯ ได้ …. ส่วนี้คือการตัดตอนพระราชดำรัสของ ร.7 ส่วนที่คนนิยมตัดกันมาใช้เผยแพร่กันเยอะมาก ๆ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่า ร. 7 ทรงสนับสนุนประชาธิปไตย ….ซึ่งจริง ๆ แล้วท่านก็สนับสนุนแหละ …- แ ต่ – …นี่ไม่ใช่เหตุผลหลักที่ทรงสละราชสมบัติ …เขา(เพื่อน ๆ น้องๆ ที่คณะรัฐศาสตร์) บอกว่า หากอยากรู้ว่าทำไม จะอ่านแค่นี้ไม่ได้ แต่ต้องอ่านฉบับเต็ม …ใครสนใจขอเชิญไปหาอ่านได้ – ที่ นี่ – เลยค่ะ

พระบรมฉายาลักษณ์ ร.7 ค่ะ

หลักฐานการพระราชทานนามสกุล “พหลหยุหเสนา” มีเหตุผลในการมอบให้ คือ พลเอก พระยาพหลฯ มีต้นตระกูลที่เคยได้รับการพระราชทานราชทินนามเดียวกัน คือ “เจ้าพระยาพหลพยุหเสนา” และมีตัวสะกดเป็นตัวอักษรโรมัน (ภาษาอังกฤษ) ให้ด้วย

เสื้อผ้าต่าง ๆ ของพลเอก พระยาพหลฯ และครอบครัว

จากบ้านพลเอก พระยาพหลฯ เราเดินทางกันมาต่อที่ ตึกกองบัญชาการบนเขาน้ำโจน หรือตึกชาโต้ (Chateau ที่แปลว่า ปราสาท ในภาษาฝรั่งเศส) เป็นสถานที่ ๆ จองพล ป. พิบูลสมคราม ได้ดำริให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานีตรวจการณ์ หลังจากที่ได้ลงนามในสัญญาร่มมือทางทหารกับญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2484 และประกาศสงครามกับอังกฤษ และอเมริกา ในวันที่ 25 มกราคม 2485 ทำให้รัฐมนตรีหลายท่านในคณะรัฐบาลไม่พอใจ จนทำให้ จอมพล ป. ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 6 มีนาคม 2485

สำหรับตึก Chateau แห่งนี้ สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศส มีลักษณะเหมือนป้อมปราการ กำแพงหนาถึง 1-3 เมตร อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเมื่อก่อสร้างเสร็จ จอมพล ป. ก็ถูกปฏิวัติพอดี เลยไม่ได้ใช้งานตามวัตถุประสงค์ที่ท่านตั้งใจไว้ แต่ใช้เป็นที่ฝึกสอนวิชาผู้ตรวจการณ์หน้าของโรงเรียนทหารปืนใหญ่แทน และตั้งแต่ปี 2495 เป็นต้นมา จนถึงช่วงปี พ.ศ. 2514 ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐฯ เข้ามาปฏิบัติการ “พัฒนาเศรษฐกิจ – สังคม และการเมือง-การทหาร” ในประเทศไทย ก็ได้ใช้ตึกแห่งนี้เป็นที่รับรองที่ปรึกษาทางการทหารของสหรัฐฯ หรือ JUSMAG (Joint United States Military Advisor Group) จึงทำให้มีอีกชื่อเรียกว่า “ตึกจัสแม็ก” ด้วยค่ะ

มีหลุมหลบภัยใต้ดินด้วยค่ะ

ภายในจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ของจอมพล ป.

ภาพของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ค่ะ

ด้านหลังของตึก Chateau

ห ม า ย เ ห ตุ — สาเหตุที่จอมพล ป. ประกาศสงครามเข้าข้างกับฝ่ายญี่ปุ่นนั้น มีหลักฐานหลายกระแสบอกว่า เป็นไปเพราะความจำเป็น เพราะถามไปทางสถานทูตอังกฤษว่าจะสนับสนุนไทยไหม แล้วได้รับคำตอบประมาณว่า ให้ช่วยตัวเองไปก่อน ถ้าช่วยได้จะช่วย (อ่านต่อ – การตัดสินใจของจอมพล ป. ตลอดจนมีบางหลักฐานกล่าวว่า พอช่วงหลัง ๆ ที่จอมพล ป. วิเคราะห์ได้แล้วว่า ญี่ปุ่นน่าจะเป็นฝ่ายแพ้สงคราม ยังมีการปรับยุทธวิธี โดยการจัดตั้งกองกำลังใต้ดินขึ้นอีกด้วย ใครสนใจ สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ – ที่ นี่- ค่ะ

บ้านพักนายทหารสัญญาบัตร เลขที่ 59 ซึ่งเคยเป็นบ้านพักของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ปัจจุบันได้รับการปรับปรุงให้เป็นอนุสรณ์สถาน จอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยมีข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ของท่านจัดแสดงอยู่ภายในค่ะ

น่าจะเป็นรถประจำตำแหน่งนะคะ

ระหว่างทางเดินลงมาจากเนิน เป็นที่จัดแสดง รถถัง และปืนใหญ่ปลดประจำการค่ะ

อนุสรณ์สถานจอมพล ป. เมื่อมองจากด้านล่างขึ้นไปค่ะ …นอกจากจะเป็นบ้านของจอมพล ป. แล้ว ท่านยังเคยใช้บางส่วนของอาคารนี้เป็นกองบัญชาการส่วนหน้า ในการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหากองทัพ และประเทศชาติ ใช้เป็นศูนย์กลางส่งกำลังบำรุงชั่วคราวในช่วงสงครามอินโดจีน (พ.ศ. 2483-2484) หรือกรณีพิพาทอินโดจีน ระหว่างรัฐบาลไทย และฝรั่งเศส เพื่อปรับปรุงและเรียกคืนดินแดนของไทยที่เสียไปในสมัย ร.5 กลับคืนมาด้วยค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีพิพาทอินโดจีน : http://th.wikipedia.org/wiki/กรณีพิพาทอินโดจีน

Tags: ,

About jeenina

I'm a Thai government official currently affiliated with the Ministry of Justice of Thailand. I've got my degrees in English (1st degree) and Political Science (Masters and PhD). I love travelling, art, literature and philosophy. I currently live in Bangkok, Thailand.
%d bloggers like this: