Advertisements
Archive | Work RSS for this section

ASEAN Justice Young Blood Program

ห่างหายจากงานประเภทนี้ไปนานตั้งแต่มีคุณเจเจ เพราะว่าตอนเย็นต้องกลับบ้านมาเลี้ยงลูก และเจ้านายก็เข้าใจเลยไม่ว่าอะไรค่ะ แต่ช่วงนี้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในที่ทำงานแม่จิ๊นิดหน่อย ประกอบกับคุณเจเจเริ่มโตแล้ว และโครงการนี้ก็เป็นโครงการที่แม่จิ๊เป็นผู้ร่วมก่อการ (ช่วยกันเขียนไว้นานมากจนลืม …. อันนี้จำได้ว่าไม่ใช่ตัวเองเขียน เป็นน้องในฝ่ายเขียน แต่เนื่องจากมันย้ายไปแล้ว ก็เลยต้องช่วยรับผิดชอบในฐานะผู้ร่วมก่อนการคนเดียวที่ยังเหลืออยู่ตอนนี้ 555)

โฉมหน้าเพื่อน ๆ ร่วมฝ่ายชุดใหม่ค่ะ เปลี่ยนคนแต่สวยเหมือนเดิม ยกเว้นน้องผู้ชายคนริม ^^”

งานจัดที่โรงแรม Centara Grand @ Central World วันแรกพาผู้เข้าร่วมประชุมขึ้นมาเลี้ยงถึงห้อง Red Sky ชั้น 55 กันเลยทีเดียว เราเคยมาโรงแรมนี้หลายครั้ง แต่ก็เพิ่งเคยขึ้นมาบนนี้เป็นครั้งแรกค่ะ

โต๊ะที่เตรียมไว้สำหรับผู้เข้าร่วมประชุมค่ะ

สวยงามหรูหราไม่น้อย

ผอ. มาแล้วค่ะ ^^

เตรียมพร้อมรับผู้เข้าร่วมประชุม จาก 10 ประเทศอาเซียนค่ะ

พิธีเปิดการประชุม โดยอธิบดีค่ะ

รำต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมค่ะ

ช่วงที่เค้าอบรม และไปศึกษาดูงานตามสถานที่ต่าง ๆ กัน เราไม่ได้ตามไปด้วย เนื่องจากมีงานอื่นต้องทำที่สำนักงานค่ะ กว่าจะได้มาอีกทีก็วันสุดท้ายตอนเค้าสรุปผลการประชุมกันแล้ว

ผู้เข้าร่วมประชุมแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คุยกันสนุกสนาน (มั้ง? ^^”)

เข้าสู่ช่วงพิธีปิดการประชุมแล้วจ้า

พิธีมอบประกาศฯ โดยรองปลัดกระทรวงยุติธรรม

ผู้เข้าร่วมประชุมถ่ายภาพร่วมกันค่ะ

ปิดท้ายด้วยงานเลี้ยง ซึ่งท่านรองปลัดฯ และผู้ติดตาม กลับไปหมด เลยได้นั่งโต๊ะ VIP เพราะเก้าอี้ว่าง 555

เมนูอาหาร เป็น set menu ค่ะ

จานแรกมาแบบจุ๋มจิ๋ม

ซุปแอสปารากัส

จานหลัก ประกอบด้วยไก่อบ และเนื้อปูบดทอดค่ะ

ของหวานเบา ๆ

ตบท้ายด้วยช็อคโกแล็ตค่ะ

Advertisements

Chiang Rai Trip 2013 : ไร่บุญรอด

มาเชียงรายกับกรมรอบนี้ ….มาถึงช้ากว่าชาวบ้าน เพราะทางผู้จัดฯ หาตั๋วให้ไม่ได้ ทำให้อดไปชมดอยตุงกับชาวบ้านที่บินมาเที่ยวเช้า และไปปีนเขากันตั้งแต่เช้าแล้ว พี่เปิ้ลเลยชวนมาไร่บุญรอดแทน ซึ่งคณะผู้มาสายทั้งหลาย ก็ยินดี เพราะว่ายังไม่เคยมากันเลย ….มาถึงก็พบน้องสิงห์ยกขาตัวใหญ่สีทองรอต้อนรับอยู่ข้างหน้าเลย

ขึ้นมาจนถึงร้านอาหารภูภิรมย์บนเขา (โดยรถตู้) และก็พบว่า …รถทัวร์ไร่ชานั้น มันมีเฉพาะหน้าหนาว (ซึ่งยังมาไม่ถึง 555) เพราะฉะนั้นวันนี้ก็เลยไม่ได้ไปทัวร์ไร่ชากัน ไม่เป็นไร มานั่งหาอะไรกินชิลๆ แทนละกัน ถ้างั้น…… แต่สำหรับใครที่อยากจะไปทัวร์ไร่ชาที่นี่จริง ๆ ก็ติดตามข่าวสารกิจกรรมได้ที่ https://www.facebook.com/boonrawdfarm นะคะ

ไร่ชาอันแสนกว้างไกล มองจากด้านบน

บรรยากาศชิล ๆ ของร้านอาหารภูภิรมย์ ณ ไร่บุญรอด

ไร่ชา — มองจากมุมร้านอาหารค่ะ

มาทานอาหารกันเลยดีกว่า เมนูน่าสนใจมีมากมาย นับตั้งแต่กับแกล้ม แบบแหนมทอดจานนี้ มาเป็นชิ้นขนาดพอคำ ทอดกรอบกำลังพอดี น่าทานมาก ๆ

มากันถึงไร่ชาทั้งที ..สิ่งที่ไม่ควรพลาด ก็คือเมนูจากชาต่าง ๆ ซึ่งที่นี่ก็มีหลากหลายให้เลือกกันสุด ๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ใบชาทอดกรอบ ทานกับยำกุ้งสด อย่างจานนี้ ….

… หรือยำใบชาสด จานนี้

ส่วนอันนี้ไม่มีใบชา แต่อร่อยดีเลยถ่ายรูปมา เป็นสปาเกตตี้ซีฟูด ผัดกับพริกแห้ง จำชื่อจริงไม่ได้ แต่เราชอบสปาเกตตี้ผัดแห้ง ๆ แบบนี้มากกว่าคาโบนาร่า

เครื่องดื่มอร่อย ๆ จากใบชา มีมากมาย อันนี้ขอยืมชาเขียวนมของนู๋อุ๋ยมาถ่ายรูป เพราะเห็นว่าสวยดี มียอดชาสดเสียบมาให้ด้วยเก๋ ๆ…. ส่วนของเราเป็นชาอู่หลงพร้อมดื่มธรรมดา ดูไม่เร้าใจ 555

สามสาว …เรา อุ๋ย กับพี่นิด ถ่ายรูปร่วมกันกะไรชา ก่อนอำลงไร่บุญรอดกลับโรงแรม

ล่องเรือ Dining Cruise กับ Pearl of Siam

จัดประชุมระหว่างประเทศปิดท้ายปีงบประมาณทั้งที …พวกเราจึงพาบรรดาแขกต่างชาติมาเลี้ยงต้อนรับกันบนเรือ Dining Cruise ซะเลย เนื่องจากหมดมุขจัดโปรแกรมทัศนศึกษาต่างจังหวัด.. ซึ่งไม่ว่าจะไกลหรือใกล้ก็เหนื่อย….^^”…. มานั่งเรือชมวิว กทม. ยามราตรีกันสบาย ๆ ดีกว่า

เดินทางจากโรงแรม Pullman G Bangkok อันเป็นสถานที่จัดการประชุม มายัง River City ที่เราเพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก แต่คุณแฟนบอกว่ามีมานานแล้ว อยู่แถวท่าเรือสี่พระยานั่นเอง

ท่าเรือค่ะ

มองไปฝั่งตรงข้าม เห็นโรงแรม Millennium Hilton

คณะผู้จัดการประชุมมาถึงก่อนแขกต่างชาติ จึงขอถ่ายรูปเล่นกันหน่อย

เรือมาแล้ว…แต่ไม่ใช่เรือของเรา 555…ที่ River City นี้เป็นจุดตั้งต้นของ Dining Cruise หลายเจ้า จึงมีเรือรูปแบบต่างๆ มากมายมาเทียบท่าเป็นระยะค่ะ เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง แตกต่างกันไป …สำหรับที่ทำงานเรา เลือกใช้บริการเรือ Pearl of Siam ของ Grand Pearl ค่ะ เนื่องจากเหมาะสมกับจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 50 -60 คน (รวมเจ้าหน้าที่) และมีชั้นบน -ชั้นล่าง ถ้าหากผิดแผนฝนตกขึ้นมา ก็สามารถย้ายผู้ร่วมประชุมทั้งหมดลงไปที่ชั้นล่างของเรือได้ค่ะ

วิวก่อนออกเดินทางค่ะ

จุ ด ส น ใ จ ใ น ก า ร ล่ อ งเ รื อ ค รั้ ง นี้ –– …นอกจากการแสดงบนเรือ (ซึ่งเราไม่ได้ถ่ายรูปมา เพราะนั่งไกลมาก เกือบท้ายเรือ) และดนตรีเพราะ ๆ แล้ว ก็อยู่ที่วิวอันสวยงามริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เริ่มจากวัดกัลยาณมิตร (ถ้าจำไม่ผิด) และโบสถ์ Santa Cruz ที่เห็นเป็นสีขาว ๆ อยู่ไกล ๆ ค่ะ ไกด์บนเรือบรรยายว่า เป็นโบสถ์คริสต์แห่งแรกในประเทศไทย…..

อาหารบนเรือเป็นแบบบุฟเฟ่ต์ ต้องไปตักมาทานค่ะ

วัดอรุณราชวราราม ในยามราตรี

พระบรมมหาราชวัง

ตึกโดมของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

…และสะพานพระราม 8

สะพานพระราม 8 อีกครั้ง….ด้านหลัง เพราะเรือกลับลำที่ตรงนี้พอดีค่ะ ใช้เวลารวม ๆ แล้วประมาณ 2 ชั่วโมง คือ ลงเรือ 19.30 น กว่าจะกลับมาถึงท่าอีกทีก็ประมาณ 21.30 น. ในกรณีที่ฝนไม่ตก ….ต้องนับว่าโชคดีพอสมควร เพราะถ้าฝนตกก็คงไม่เห็นวิวสวย ๆ ซักเท่าไหร่ …..^^”…..

ใ ค ร ส น ใ จ อ ย า ก ไ ป ล่ อ ง เ รื อ บ้ า ง -… ลองเข้าไป check website http://www.grandpearlcruise.com/en/cruises/pearl-of-siam.html ดูได้ค่ะ ไม่ได้ค่าโฆษณาและไม่มีส่วนลด (5555) แต่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์ สำหรับเพื่อน ๆ ที่อาจจะต้องรับรองแขกบ้านแขกเมือง หรือเพื่อนต่างชาติ แล้วหมดมุขค่ะ …^^….

การประชุมทางวิชาการระดับชาติ ว่าด้วยงานยุติธรรม ครั้งที่ 11

จบกันไปแล้ว(…ซะที 555) กับการประชุมทางวิชาการระดับชาติ ว่าด้วยงานยุติธรรม ครั้งที่ 11 ซึ่งสถาบันวิจัยฯ ของเราเป็นเจ้าภาพ เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ Theme งานปีนี้ เนื่องจากว่าใช้งบอาเซียนจัด จึงใช้ชื่อว่า “พลิกโฉมกระบวนการยุติธรรม เสริมสร้างศักยภาพไทยสู่อาเซียน 2558″ หรือ Reinventing Thailand’s Justice System toward ASEAN 2015″

ข อ ง แ จ ก ใ น ง า น –สมุดบันทึกพร้อมสรุปผลการประชุม10 ปีที่ผ่านมา

Thumb Drive 4 GB บันทึกข้อมูลที่น่าสนใจต่างๆ

ป ร ะ ตู ท า ง เ ข้ า นิท ร ร ศ ก า ร — ที่ ผอ. ไม่ยอมให้เรียกมันว่า “นิทรรศการ” (….-“-….)พวกเราจึงเรียกมันว่า “นฤมิตกรรม” (Creative Art Display) ตามคำที่ดิฉันเองไปเปิดดิกฯ ราชบัณฑิตมา (555) คำพูดที่ประตู เป็น Motto ของผู้บริหาร Uniqlo ที่ดิฉันเองเช่นกันไปจำมาจากบทความใน Times แต่จริง ๆ มันเป็นชื่อหนังสือแหละ

เรากะน้องดี พยายามถ่ายรูปกับป้ายทางเข้า แต่ไม่ค่อยสำเร็จ 555

ไม่แน่ใจว่าจะมีใครสงสัยเหมือนเราไหม ว่าถ้าหากไม่เดินเข้างานตรงช่อง change และไอ้ม่านดำข้าง ๆ นั่นมันคืออะไร ? …. มันก็คือช่องหลอกที่ทาง Organizer ทำไว้นั่นเอง เป็นทางตัน …คิดกันอยู่นานประมาณนึงว่าจะเอาอะไรมาใส่ไว้ดี ทีแรกใน plan เป็นรูปผีอีเฟือง แต่กลัวว่าจะฮาเกิน…. จริง ๆ เราอยากได้เป็นภาพ The Thinker ของ Rodin แต่ Organizer ไม่ยอมทำให้ …. ก็เลยเปลี่ยนมาเป็นตัวนี้แทน ….

เดินผ่านประตูเข้ามา จะเจอกับ Standy บุคลากรในกระบวนการยุติธรรม มีนาฬิกาทรายอยู่ตรงกลาง เพื่อเป็นการตั้งคำถามว่า – คุ ณ ( บุ ค ล า ก ร ใ น ก ร ะ บ ว น ก าร ยุ ติ ธ ร ร ม ) เ ห ลื อ เ ว ล า อ ยู่ อี ก เ ท่ าไ ห ร่ ใ น ก า ร ที่ จ ะ พั ฒ น า ก ร ะ บ ว น ก า ร ยุ ติ ธ ร ร ม – (ก่อนจะเข้าสู่อาเซียน…หรือก่อนจะเกษียน …ประมาณนี้ ) …. ไม่ต้องกลัวคนดูไม่เข้าใจ เพราะจะมี Pretty คอยอธิบายให้ฟัง แล้วก็คอยหมุนนาฬิกาทรายด้วย เพราะมันไม่ใช้ระบบหมุนอัตโนมัติ …. ^^”……

รายงานการวิจัยต่าง ๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงาน – องค์กรในกระบวนการยุติธรรมและบางส่วนก็เป็นของสถาบันวิจัยฯ นั่นเอง ..ที่ตู้ พยายามเขียนคำถามว่า – ง า น วิ จั ย ทั้ ง ห ล า ย ที่ ทำ ม า เห ล่ า นี้ เ พี ย ง พ อ ห รื อ ยั ง ที่ จ ะ นำ ไ ปสู่ ก า ร พั ฒ น า ก ร ะ บ ว น ก า ร ยุ ติ ธ ร ร ม – … แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีใครสนใจคำถามเท่ากับใบที่เขียนว่า ” เ อ ก ส า ร แ จ ก ” ….(เพราะจริง ๆ ก็คือตั้งใจเอามาแจก) … ^^”….ตอนบ่ายหนังสือหายเกลี้ยง เหลือแต่ตู้ 555

List รายชื่อกฎหมาย และคณะกรรมการต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรม

Landmark คำสำคัญของการประชุมครั้งนี้

บอร์ดหมุนแสดงนวัตกรรมต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรม

เรากะน้องอีกคนรับผิดชอบ Powerpoint session บ่าย มัวแต่นั่งเมาท์มอย… เอ๊ย ..แก้ Powerpoint เนื่องจากเอามา test กับจอบนเวที แล้วปรากฎว่าตัวมันเล็กเกินไป …เกือบไม่ทันมาฟังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนใหม่ ..ท่านชัยเกษม นิติศิริ กล่าวเปิดการประชุม …

ผู้บริหารถ่ายภาพร่วมกัน

จากนั้น เป็นช่วงเวทีวาที พลิกโฉมกระบวนการยุติธรรม โดยผู้บริหารที่ถือว่าเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงทั้งภาครัฐ และภาคธุรกิจเอกชน จำนวน 5 ท่านค่ะ

พักเที่ยง…แวะมาให้กำลังใจ Pretty น้องสุหน่อย ^^

ส่วนคนนี้ น้องหนอม ยืนชารต์แบต iPhone อยู่หน้าห้องประชุม

ช่วงบ่าย — จัดเป็น Talkshow คล้าย ๆ ในสตูดิโอถ่ายหนัง แสงสีเลยเป็นเช่นนี้

พิธีปิดการประชุม โดย ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม

ถ่ายรูปหมู่ร่วมกัน ในพิธีปิดการประชุม ทีละกอง

ใ ค ร ส น ใ จ ข้ อ มู ล เ พิ่ ม เ ติ ม เ กี่ ย ว กั บ ก า ร ป ร ะ ชุ ม ค รั้ ง นี้ – …เช่น ต้องการ download คำกล่าวรัฐมนตรี หรือ Powerpoint ประกอบคำบรรยายในช่วงบ่าย สามารถ download ได้ ที่นี่ เลย สำหรับภาพถ่ายกล้องหลักเราถามน้องที่รับผิดชอบแล้วได้ความว่าอีกไม่นานน่าจะเอามาลงค่ะ

ที่เกาะสมุย (มันมีอะไร?) (3)

หลังเสร็จสิ้นภารกิจการเก็บข้อมูลวิจัยที่เรือนจำเกาะสมุย (ไม่มีภาพมาให้ดูค่ะ เข้าเรือนจำต้องเก็บกล้องเก็บมือถือไว้ใน Locker นะคะ … ถ้าเป็นเรือนจำความมั่นคงสูง เห็นน้องที่เคยไปบอกว่าจะตัดสัญญานมือถือด้วย ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าที่มีข่าวมือถือในเรือนจำ นักโทษเอาเข้าไปใช้ได้ไง….) เราก็พาคุณผู้เชี่ยวชาญ (ไม่มีภาพเช่นกัน เขาลงเรือไปแล้วค่ะ) ไปชมหมู่เกาะอ่างทองกันค่ะ …ได้รับความอนุเคราะห์ จากคนในกรมอุทยานฯ ที่ อธิบดีเรารู้จัก ส่งเรือมารับถึงที่ท่าเรือหน้าทอน เกาะสมุยเลยค่ะ

ผู้ร่วมชะตากรรม ลงเรือลำเดียวกันค่ะ

พร้อมแล้วก็ออกเดินทางกันเล้ย !!

แล่นเรือออกไปประมาณ 45 นาที เราก็เดินทางมาถึงบริเวณหมู่เกาะอ่างทองค่ะ จะเห็นเกาะน้อยใหญ่เรียงรายกัน รวมทั้งหมด 42 เกาะ (ไม่ได้นับ แต่เขามีเขียนบอกไว้ค่ะ ^^”) เกาะที่เรามาเทียบท่าเป็นเกาะแรกนี้คือ “เกาะแม่เกาะ” (เป็นชื่อเกาะจริง ๆ ค่ะ …ตอนเห็นป้ายเราก็คิดเหมือนกันว่า มันจะบอกให้เกาะอะไรขึ้นตอนปีนเขาหรือเปล่า 555) ซึ่งเป็นที่ตั้งของทะเลในค่ะ

บริเวณชายหาด น้ำใสสวยงาม

ป้ายต้อนรับสู่อุทยานแห่งชาติ หมู่เกาะอ่างทองค่ะ

แผนที่เส้นทางเดินขึ้นทะเลใน 150 เมตร… ขึ้นเขาล้วน ๆ นะคะ

รวมพล ก่อนปีนเขา

พร้อมแล้วก็เริ่มต้นปีนบันไดแรกกันเล้ย !!

ขึ้นมาจะถึงยอดละ ขอถ่ายรูปลงไปข้างล่างหน่อย

เมื่อขึ้นมาถึงยอดเขาแล้วมองลงไป เราจะเห็น – ท ะ เ ล ใ น – ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำเค็มขนาดใหญ่ เกิดจากภูเขาหินปูนยุบตัวเป็นแอ่งขนาดประมาณ 41 ไร่ค่ะ ความลึกของทะเลสาบประมาณ 7 เมตร น้ำในนี้เป็นน้ำทะเลที่เข้ามา เพราะมีทางเชื่อมกับทะเลอยู่ด้านทิศตะวันออก ทำให้ระดับน้ำเท่ากับน้ำทะเล แต่สีที่แตกต่างออกไป เป็นเพราะท้องน้ำตื้น และก็พื้นส่วนใหญ่เป็นทรายค่ะ

มองออกไปทางทะเลด้านนอกบ้างค่ะ

ตอนขึ้นมาชมทะเลใน ยังไม่ลำบากเท่าตอนที่คุณเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ ฯ ชวนลงไปชมทะเลในใกล้ ๆ ที่ด้านล่าง…. คือถ้าหากว่าไม่ลง ก็คงถือว่ามาไม่ถึงทะเลในอะนะ ….^^”… แต่ทางลงชั้นแรกสุด ยังชันซะขนาดนี้….

กว่าจะลงมาถึง…เป็นแบบนี้…

ลงมาดูใกล้ ๆ น้ำเป็นสีมรกตเลยทีเดียว

ถึงเป็นสีเขียวขนาดนี้ แต่น้ำก็ใสปิ๊งจนมองเห็นสัตว์น้ำต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน ทั้งปลิงทะเล กุ้ง ปู และปลา ทีคุณเจ้าหน้าที่ ฯ บอกว่า ส่วนใหญ่จะเข้ามาตอนตัวเล็ก ๆ เพราะว่ายเข้าช่องที่ติดต่อกับทะเลเข้ามา พอตัวโตขึ้นแล้ว ว่ายออกจากช่องไม่ได้ ก็เลยติดอยู่ในนี้ เสมือนเป็น Giant Aquarium

หลังจากนั้น…เราก็ออกเดินทางกันไปยังเกาะ – วั ว ต า ห ลั บ – ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ทำการอุทยานแห่งชาติ มีพิพิธภัณฑ์เล็ก ๆ ตั้งอยู่ด้วย และเป็นเกาะที่คนนิยมมาเล่นน้ำกัน มีจุดชมวิวที่สวยงาม แต่ได้ข่าวว่าต้องปีนเขาขึ้นไปสูงกว่าเมื่อกี๊อีก !! เลยขอผ่าน… ^^”…นั่งชมวิวชิล ๆ ดีกว่า … ^^…

บริเวณนี้ที่คนชอบมาเล่นน้ำกันค่ะ ..น้ำใสเชียว ^^

นั่งจิบน้ำมะนาวปั่นเย็น ๆ ริมหาด

ถ่ายรูปหมู่ร่วมกัน ก่อนอำลาหมู่เกาะอ่างทองค่ะ ^^



ใครสนใจภาพเพิ่มเติมจาก Trip นี้ (คือภาพที่คัดมา แต่ไม่ได้ลง Blog) ขอเชิญชมได้ที่นี่เลยค่ะ ^^ https://picasaweb.google.com/111456076034357815917/Samui2013?authkey=Gv1sRgCKO-_pvx9pW08AE#

ที่เกาะสมุย (มันมีอะไร?) (2)

Blog ที่แล้วพาไปเที่ยวโรงแรมของคุณผู้เชี่ยวชาญมาแล้ว แต่เราไม่ได้พักที่นั่น Blog นี้เลยพามาดูโรงแรมที่พวกเราพักกันบ้างดีกว่า ซึ่งก็อยู่ติดทะเลเหมือนกัน แต่อยู่อีกฝั่งนึงของเกาะเลย ใกล้สนามบินมากกว่า (Intercontinental สมุย อยู่คนละฝั่งเกาะกับสนามบินเลยนะคะ สำหรับใครที่อยากไป โรงแรมคิดค่าแแท็กซี่รับ – ส่ง สนามบิน – โรงแรม 2,000 บาท แต่เราดูราคาแท็กซี่ธรรมดาก็เป็นพันกว่าเหมือนกัน เพราะมันต้องวิ่งอ้อมเกาะ + ขึ้นเขา) ชื่อโรงแรม Fairhouse สมุย ค่ะ

Website ของโรงแรมค่ะ : http://www.fairhousesamui.com/

เก้าอี้ที่ Lobby โรงแรม เก๋มาก ทำจากจอบและเสียม

ตรง Lobby โรงแรม ซึ่งอยู่ด้านหน้า เป็น Lobby และห้องจัดเลี้ยงเท่านั้น (ห้องจัดเลี้ยงอยู่ชั้นล่าง) ไม่มีห้องพักนะคะ ห้องพักของโรงแรมจะอยู่ถัดออกไปด้านหลังติดกับชายหาด เช่นเดียวกับห้องอาหาร จะมีรถกอล์ฟของโรงแรมพาไปค่ะ ใครอยากจะเดินไปก็ได้ แต่มันเดินลงเขานะคะ …ถ้าจะเดินกลับมา Lobby ก็เดินขึ้นเขา เราเคยลองแล้วพบว่ามันเหนื่อย …^^”…หลัง ๆ เลยโทรเรียกรถกอล์ฟดีก่า…

อาคารที่พักจ้า

ที่นี่มีห้องพักให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบ Villa ที่เป็นบ้านเป็นหลัง ๆ และแบบอาคาร ซึ่งเราเลือกพักแบบบนตัวอาคาร เพราะมาเป็นคณะใหญ่ ถ้าพักใน Villa มันจะไม่พอค่ะ Villa เหมาะกับมาเป็นครอบครัวมากกว่านะ แต่อาคารก็ไม่ได้เป็นตึกใหญ่มาก เป็นอาคาร 2 ชั้นอยู่ในบริเวณเดียวกันค่ะ

เตียงตกแต่งอย่างสวยงาม

ห้ อ ง น้ำ – – มีทั้งอ่างอาบน้ำ และที่อาบน้ำแบบฝักบัว มีไดร์เป่าผมให้ด้วยแต่ปรากฏว่าไม่ยักกะมีแชมพูให้แฮะ โชคดีที่ทั้งเราและเพื่อนต่างก็เอาแชมพูไป แต่ได้ยินว่าน้องห้องข้าง ๆ (ซึ่งทั้งสองคนไว้ใจว่าโรงแรม 3-4 ดาวในเมืองไทย ยังไงก็ต้องมีแชมพู) ต้องเอาสบู่เหลวสระผมไปหลายคืน ^^”

Bar และห้องอาหาร ติดชายทะเล มีบริการนวดด้วย

Chill Chill ริมหาด ในยามเช้าค่ะ

เก้าอี้นั่งริมหาด ผุไปหลายตัวเหมือนกัน จะนั่ง จะนอน ระวังกันหน่อยนะคะ

วิ ว ส ว ย ๆ ริ ม ห า ด ย า ม เ ช้ า — ได้ถ่ายรูปวันเดียว ไม่ใช่เพราะว่าวันต่อ ๆ มาตื่นสาย แต่เป็นเพราะว่ามันไม่ได้มีอะไรมากมาย ถึงจะมาถ่ายรูปก็ได้รูปเดิม ๆ … เราว่าหาดทรายตรงตัวเกาะสมุยนั้นดูธรรมดา ๆ (มั้ง ? อาจจะมีตรงที่สวยกว่านี้ แต่เราไม่ได้ไป) ที่สวยน่าจะอยู่ตรงหมู่เกาะต่าง ๆ มากกว่า เห็นเขาว่าแถวนี้มีเป็น 40 -50 เกาะ …Blog หน้า เราจะมาพาไปเที่ยว อุทยานแห่งชาติ หมู่เกาะอ่างทอง (แต่อยู่สุราษฎร์ ฯ ) กันค่ะ …. ^^…

ย้อนรอยประวัติศาสตร์การทูตไทย @ลพบุรี (4) : ศูนย์การทหารปืนใหญ่ ค่ายพหลโยธิน

มาทัวร์กันต่อเลยค่ะ ที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ ค่ายพหลโยธิน ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 301 หมู่ 7 ต. เขาพระงาม เลยจากวงเวียนสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมาประมาณ 10 กิโลเมตร ที่เห็นว่าควรบอก เพราะค่ายทหารในลพบุรีมีเยอะมาก เดี๋ยวจะไปกันผิดค่าย และที่บอกได้ละเอียดขนาดนี้ เพราะเขาแจก Brochure มาค่ะ ^^” … เราไม่ได้ถ่ายภาพทางเข้าไว้ เพราะว่าอยู่บนรถตู้ เข้ามาถึงหอประชุมแล้วถึงได้ถ่ายรูปปืนใหญ่จำลองตรงนี้

ค ว า ม สำ คั ญ ขอ ง ส ถ าน ที่ แ ห่ ง นี้ – … ก็คือเป็นอดีตบ้านพักของบุคคลสำคัญต่อการเมืองการปกครองของไทย 2 ท่าน คือ พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ที่เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า เป็นจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตยไทย ( – N o t e — แต่หากถาม อ. ภาคปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ บางท่าน เขาจะบอกว่าไม่น่าจะถือว่าใช่ เพราะถึงแม้ว่า หลัก 6 ประการของคณะราษฎร จะเป็นหลักการที่เป็นไปตามรูปแบบของประชาธิปไตยแบบตะวันตก แต่เมื่อยึดอำนาจมาได้แล้ว กลับไม่มีการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมใด ๆ เพื่อให้หลักการนี้เป็นไปได้จริง เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ในคณะราษฎร ก็เป็นชนชั้นสูง การศึกษาสูง ที่ไม่คิดจะเข้าถึงประชาชนแต่อย่างใด สรุปแล้วก็เลยดูคล้ายการเปลี่ยนถ่ายอำนาจจากชนชั้นสูงกลุ่มที่ครองอำนาจอยู่ มาสู่กลุ่มของตัวเองบ้าง เฉย ๆ …. ใครสนใจข้อถกเถียงในประเด็นนี้ สามารถอ่านคำสัมภาษณ์ของท่านปรีดี พนมยงค์ ได้ใน blog นี้ เลยค่ะ) และ จอมพล ป. พิบูลสงคราม หนึ่งในผู้นำทหารคนสำคัญของไทย ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 5 สมัย นานถึง 14 ปี (16 ธ.ค. 2481-1 ส.ค.2487..อีกนิดนึงก็ 15 ปีละ ) ซึ่งถือว่านานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ผู้นำประเทศเข้าสู่สงครามโลก ครั้งที่ 2 ค่ะ

อ้างอิงข้อมูลการดำรงตำแหน่งของจอมพล ป. จาก http://th.wikipedia.org/wiki/แปลก_พิบูลสงคราม

บ้านพักหลังนี้ ก็คือบ้านพักนายทหารสัญญาบัตร หมายเลข 1 ที่เคยเป็นบ้านพักของ ฯพณฯ พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ในสมัยที่ยังมียศเป็น พันโทพระสรายุทธสรสิทธิ์ (พจน์ พหลโยธิน) ค่ะ

ในปัจจุบันได้ทำเป็นพิพิธภัณฑ์ โดยมี 2 ส่วน คือ ตัวบ้าน กับอาคารด้านหน้าค่ะ

เข้ามาทำความเคารพรูปท่านพลเอก พระยาพหลฯ กันก่อน บ้านนี้ได้รับการอนุรักษ์ไว้ในสภาพดั้งเดิม สิ่งของต่าง ๆ ที่พลเอก พระยาพหลฯ และภริยา (เขาว่าเป็นคนที่ 2 ซึ่งเป็นน้องคนสุดท้อง ในครอบครัวเดียวกันของภริยาคนแรก คือพอแต่งกับคนแรกแล้วไม่มีลูกด้วยกัน ก็เลยมาแต่งกับคนนี้อีกคน) คือ ท่านผู้หญิงบุญหลง เคยใช้ เก็บไว้ในตู้กระจก และมีคำอธิบายประกอบค่ะ

ตัวอย่าง — ผ้าที่พลเอก พระยาพหลฯ ได้รับพระราชทานมาจาก ร.6 ลวดลายต่างๆ เป็นการวาดด้วยมือ

เสื้อผ้าต่าง ๆ ของท่านผู้หญิงบุญหลง (บางส่วน) ของเหล่านี้ทางศูนย์ทหารปืนใหญ่ได้รับบริจาคมาจากครอบครัวของท่าน คือ สกุลพหลหยุหเสนา (มีที่แตกไปเป็นสกุลพหลโยธินด้วยค่ะ) ซึ่งได้เก็บรักษาไว้อย่างดีมาก ๆ จึงยังคงอยู่ในสภาพดีมาจนถึงปัจจุบันค่ะ … พลเอก พระยาพหลฯ กับท่านผู้หญิงบุญหลง มีบุตรด้วยกันทั้งสิ้น 4 คน ซึ่ง 2 คน ในนั้น ยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันค่ะ

ระเบียง –เป็นที่ตั้งโต๊ะทานข้าว

จดหมายที่พลเอก พระยาพหลฯ เขียนถึงภริยา — มีอยู่มากมายหลายฉบับด้วยกัน

ห้องครัวค่ะ

คันนี้เขาว่าเป็นรถประจำตำแหน่งท่านผู้หญิงบุญหลงค่ะ

บ ริ เ ว ณ บ้ า น — ทางศูนย์การทหารฯ ได้พยายามหาต้นไม้ประจำจังหวัดต่างๆ ทั้ง 77 จังหวัดในประเทศไทยมาปลูก และต้นไม้ในวรรณคดีต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นต้นไม้หายาก เช่น ต้นยางน่อง ในวรรณคดีเรื่องเงาะป่า ส่วนต้นนี้ชื่อว่าต้นกุหลาบพุกามค่ะ

ส่ ว น ข อ งอ า ค า ร ด้ า น ห น้ า -…เป็นอาคารสีชมพู ใช้เก็บสิ่งของต่าง ๆ ขอพลเอก พระยาพหลฯ และภริยา ที่ได้มาจากครอบครัวเช่นกัน และมีเยอะเกินกว่าที่จะเก็บไว้ในส่วนของบ้านพักฯ ได้ …. ส่วนี้คือการตัดตอนพระราชดำรัสของ ร.7 ส่วนที่คนนิยมตัดกันมาใช้เผยแพร่กันเยอะมาก ๆ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่า ร. 7 ทรงสนับสนุนประชาธิปไตย ….ซึ่งจริง ๆ แล้วท่านก็สนับสนุนแหละ …- แ ต่ – …นี่ไม่ใช่เหตุผลหลักที่ทรงสละราชสมบัติ …เขา(เพื่อน ๆ น้องๆ ที่คณะรัฐศาสตร์) บอกว่า หากอยากรู้ว่าทำไม จะอ่านแค่นี้ไม่ได้ แต่ต้องอ่านฉบับเต็ม …ใครสนใจขอเชิญไปหาอ่านได้ – ที่ นี่ – เลยค่ะ

พระบรมฉายาลักษณ์ ร.7 ค่ะ

หลักฐานการพระราชทานนามสกุล “พหลหยุหเสนา” มีเหตุผลในการมอบให้ คือ พลเอก พระยาพหลฯ มีต้นตระกูลที่เคยได้รับการพระราชทานราชทินนามเดียวกัน คือ “เจ้าพระยาพหลพยุหเสนา” และมีตัวสะกดเป็นตัวอักษรโรมัน (ภาษาอังกฤษ) ให้ด้วย

เสื้อผ้าต่าง ๆ ของพลเอก พระยาพหลฯ และครอบครัว

จากบ้านพลเอก พระยาพหลฯ เราเดินทางกันมาต่อที่ ตึกกองบัญชาการบนเขาน้ำโจน หรือตึกชาโต้ (Chateau ที่แปลว่า ปราสาท ในภาษาฝรั่งเศส) เป็นสถานที่ ๆ จองพล ป. พิบูลสมคราม ได้ดำริให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานีตรวจการณ์ หลังจากที่ได้ลงนามในสัญญาร่มมือทางทหารกับญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2484 และประกาศสงครามกับอังกฤษ และอเมริกา ในวันที่ 25 มกราคม 2485 ทำให้รัฐมนตรีหลายท่านในคณะรัฐบาลไม่พอใจ จนทำให้ จอมพล ป. ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 6 มีนาคม 2485

สำหรับตึก Chateau แห่งนี้ สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศส มีลักษณะเหมือนป้อมปราการ กำแพงหนาถึง 1-3 เมตร อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเมื่อก่อสร้างเสร็จ จอมพล ป. ก็ถูกปฏิวัติพอดี เลยไม่ได้ใช้งานตามวัตถุประสงค์ที่ท่านตั้งใจไว้ แต่ใช้เป็นที่ฝึกสอนวิชาผู้ตรวจการณ์หน้าของโรงเรียนทหารปืนใหญ่แทน และตั้งแต่ปี 2495 เป็นต้นมา จนถึงช่วงปี พ.ศ. 2514 ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐฯ เข้ามาปฏิบัติการ “พัฒนาเศรษฐกิจ – สังคม และการเมือง-การทหาร” ในประเทศไทย ก็ได้ใช้ตึกแห่งนี้เป็นที่รับรองที่ปรึกษาทางการทหารของสหรัฐฯ หรือ JUSMAG (Joint United States Military Advisor Group) จึงทำให้มีอีกชื่อเรียกว่า “ตึกจัสแม็ก” ด้วยค่ะ

มีหลุมหลบภัยใต้ดินด้วยค่ะ

ภายในจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ของจอมพล ป.

ภาพของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ค่ะ

ด้านหลังของตึก Chateau

ห ม า ย เ ห ตุ — สาเหตุที่จอมพล ป. ประกาศสงครามเข้าข้างกับฝ่ายญี่ปุ่นนั้น มีหลักฐานหลายกระแสบอกว่า เป็นไปเพราะความจำเป็น เพราะถามไปทางสถานทูตอังกฤษว่าจะสนับสนุนไทยไหม แล้วได้รับคำตอบประมาณว่า ให้ช่วยตัวเองไปก่อน ถ้าช่วยได้จะช่วย (อ่านต่อ – การตัดสินใจของจอมพล ป. ตลอดจนมีบางหลักฐานกล่าวว่า พอช่วงหลัง ๆ ที่จอมพล ป. วิเคราะห์ได้แล้วว่า ญี่ปุ่นน่าจะเป็นฝ่ายแพ้สงคราม ยังมีการปรับยุทธวิธี โดยการจัดตั้งกองกำลังใต้ดินขึ้นอีกด้วย ใครสนใจ สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ – ที่ นี่- ค่ะ

บ้านพักนายทหารสัญญาบัตร เลขที่ 59 ซึ่งเคยเป็นบ้านพักของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ปัจจุบันได้รับการปรับปรุงให้เป็นอนุสรณ์สถาน จอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยมีข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ของท่านจัดแสดงอยู่ภายในค่ะ

น่าจะเป็นรถประจำตำแหน่งนะคะ

ระหว่างทางเดินลงมาจากเนิน เป็นที่จัดแสดง รถถัง และปืนใหญ่ปลดประจำการค่ะ

อนุสรณ์สถานจอมพล ป. เมื่อมองจากด้านล่างขึ้นไปค่ะ …นอกจากจะเป็นบ้านของจอมพล ป. แล้ว ท่านยังเคยใช้บางส่วนของอาคารนี้เป็นกองบัญชาการส่วนหน้า ในการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหากองทัพ และประเทศชาติ ใช้เป็นศูนย์กลางส่งกำลังบำรุงชั่วคราวในช่วงสงครามอินโดจีน (พ.ศ. 2483-2484) หรือกรณีพิพาทอินโดจีน ระหว่างรัฐบาลไทย และฝรั่งเศส เพื่อปรับปรุงและเรียกคืนดินแดนของไทยที่เสียไปในสมัย ร.5 กลับคืนมาด้วยค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีพิพาทอินโดจีน : http://th.wikipedia.org/wiki/กรณีพิพาทอินโดจีน

%d bloggers like this: