Advertisements
Tag Archive | ญี่ปุ่น

Japan Honeymoon Trip (10) : Yokohama ในสายฝน

ออกจาก Starbucks ฝนก็ยังไม่หยุดตก เราจึงเดินทางต่อไปยังเป้าหมายต่อไป คือ Yokohama ทั้ง ๆ ที่ฝนยังตกอยู่นั่นแหละ 555 แต่ฝนตกไม่แรงเท่าไหร่ค่ะ ไม่ใช่พายุ แต่ก็ทำเอาเปียก ๆ ชื้น ๆ ได้เหมือนกัน เดินออกจากสถานีรถไฟ เห็นเด็กน้อยชาวญี่ปุ่นทั้งหลายที่มาทัศนศึกษา Yokohama ถ่ายรูปกับหอนาฬิกาข้างสถานีรถไฟ เลยแอบถ่ายบ้าง แต่ไม่ได้เดินเข้าไปค่ะ ^^

ว่าแล้วก็หาทางหลบฝนในตึกกันดีกว่า เหลียวซ้ายแลขวา ข้างหน้าน่าจะเป็นห้างค่ะ

แอบดูแผนที่ซะหน่อย ไปไหนดีน้า

เดินฝ่าฝนข้ามสะพานไปก่อน

ถ้าดูจากแผนที่และไม่ผิด ตึกนี้คือ Queen’s building ของ Yokohama ค่ะ นับว่าเป็นตึกที่สูงที่สุด (เท่าที่ดูก็ไม่มีตึกไหนสูงกว่ามันนะคะ) ที่คนชอบขึ้นไปชมวิวกันที่ชั้นบนสุด แต่รู้สึกว่าจะเสียตังค์ และถ้าขึ้นไปทั้ง ๆ ที่ ฝนตกอย่างนี้ ก็ไม่น่าจะเห็นอะไรอยู่ดี ว่าแล้วก็ผ่านไปตามระเบียบ

มองไปเห็นชิงช้าสวรรค์แห่ง Cosmo World อยู่ลิบๆ

สวนสาธารณะท่ามกลางสายฝน ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีแล้วค่ะ

เดินมาได้ตั้งไกล แต่ฝนยังไม่มีที่ท่าว่าจะหยุด เลยเดินเข้า mall แถว ๆ นั้น ไปซื้อร่มคันเล็ก ๆ มาดีกว่าค่ะ เจอคุณลุงซานต้านั่งอยู่ เลยขอถ่ายรูปด้วยซะหน่อย

มองไปเห็นอาคารแห่งนี้อยู่ไกล ๆ ดูเหมาะกับการหลบฝนเป็นอย่างยิ่ง อันที่จริงมันก็คือห้างสรรพสินค้าอีกแห่งนึงนั่นเอง แต่โครงสร้างภายนอกสร้างเลียนแบบคลังเก็บสินค้าสำหรับรับ – ส่งสินค้าทางเรือค่ะ เพราะตั้งอยู่บริเวณท่าเรือ และคลังสินค้าเก่าพอดี

มาถึง Yokohama แล้วก็ต้องถ่ายรูปกับท่าเรือหน่อยนึง แม้ฝนจะตก ก็ไม่หวั่น

ป้ายอธิบาย ว่าแต่ก่อนแถวนี้มีอะไรบ้าง

ร่องรอยของอาคารคลังสินค้าเก่าค่ะ เหลือแค่นี้เอง

ฝาท่อน้ำ พบได้ทั่วไปตามท้องถนนที่ Yokohama

อีกที่นึงที่เราคิดว่าคนมา Yokohama ควรมา ก็คือสวนสนุก Cosmo World ค่ะ ป้ายทางเข้าอยู่ตรงนี้ จากภาพคิดว่าน่าจะเปิดทั้งวันทั้งคืน หรือไม่ก็เปิดถึงกลางคืนดึกประมาณนึง เครื่องเล่นจะออกแนวสวนสนุก แต่พื้นที่ก็ไม่ใหญ่เท่าไหร่ค่ะ

ชิงช้าสวรรค์ (มั้ง) ของสวนสนุก Cosmo World ค่ะ เห็นคุณแฟนบอกว่า ไม่ต้องเสียค่าเข้า แต่เสียค่าเล่นหากจะเล่นเครื่องเล่นต่าง ๆ น่าเสียดายที่ตอนนี้ฝนตก ไม่งั้นที่นี่น่าจะคึกคักน่าดู เพราะของเล่นก็น่าเล่นทั้งนั้นเลย

ไฟตกแต่งตามต้นไม้ กลางคืนน่าจะสวยทีเดียว

ฝนตกเล่นไม่ได้ ขอถ่ายรูปแทนแล้วกัน

Booth ขายตั๋ว สำหรับเครื่องเล่นต่าง ๆ

ซุ้มเล่นเกมแนวยิงเป้า ปากระป๋อง คล้ายๆ งานวัด หรืองานกาชาดบ้านเรา

ของเล่นแนวน่ารักสำหรับเด็ก ๆ

อันปังแมน น่ารักอะ ^^

บ้านผีสิงก็มีค่ะ แต่เราไม่ได้เข้าไป

…..และแล้วก็ต้องร่ำลา Yokohama ท่ามกลางสายฝน — ซึ่งก็ยังคงตกได้ตกดีอยู่นั่นเอง … T-T …- เพราะต้องมุ่งหน้าไปเป้าหมายต่อไป ซึ่งก็คือ Raumen Museum (ชื่อตาม website เค้า เขียนอย่างนี้ค่ะ) ที่ Shin-Yokohama ค่ะ

Advertisements

Japan Honeymoon Trip (7) : Tokyo Disney Sea

Disneyland ที่อเมริกา ก็เคยไปมาแล้ว แต่มาญี่ปุ่นมี Disneyland ก็อยากไปอีก…^^”…555 .. อย่ากระนั้นเลย เนื่องจากที่นี่มีพิเศษกว่าที่แคลิฟอร์เนีย คือมี Tokyo Disney Sea ด้วย เราก็เลยมา Disney Sea ดีกว่า แปลกใหม่ดี เดินทางสะดวกสบายด้วยรถไฟเช่นเคยค่ะ มี Disney Resort Line ซึ่งมาถึงเลย

ตั๋วพร้อม คนก็พร้อมค่ะ ^^

จากแผนที่ จะเห็นว่าในส่วนของ Disneyland และ Disney Sea นั้นกว้างพอ ๆ กันเลย เพราะงั้นใครที่อยากมาให้ทั่วทั้ง 2 park ควรมีเวลาสัก 2 วันเป็นอย่างน้อย ถ้าไม่อยากไปต่อคิวซื้อตั๋วหน้า Park สามารถซื้อตั๋ว E-ticket ได้เลย – ที่ นี่ – แต่รู้สึกว่ามันจะแค่เลือกวันได้เฉย ๆ ไม่สามารถเลือกได้ว่าจะไป Park ไหน ถ้าต้องการไป Disney Sea จะต้องไปเปลี่ยนบัตรที่ Booth ขายตั๋วอยู่ดี แต่ก็ใช้เวลาไม่นานค่ะ

พร้อมแล้วก็มาขึ้น Disney Resort Line กันเลย ! รถไฟนี้จะจอด 3 สถานีค่ะ คือที่ Disneyland ก่อน แล้วจึงมาส่วนของ Disney Resort ที่เป็นโรงแรม แล้วจึงจะมาถึง Disney Sea ซึ่งอยู่ติดกับทะเลตามลำดับค่ะ

เปลี่ยนตั๋วเรียบร้อย รับแผนที่แล้วก็ลุยกันเลย!

ทางเข้า — มีหมวกพ่อมดของ Mickey Mouse ด้วย

ประตูทางเข้า พอดีว่ามาค่อนข้างสาย คนเยอะทีเดียว

มาดูกำหนดการต่างๆ ซะหน่อย

สิ่งที่ต่างกันระหว่าง Disneyland และ Disney Sea ก็คือ ในส่วนของ Parade ต่าง ๆ จะไม่เดินไปตามท้องถนน แต่ว่าจะเป็นเรือแล่นมาในน้ำแทนค่ะ ช่วงนี้ยังไม่มี Parade เราก็มาดูเครื่องเล่นต่าง ๆ กันก่อนดีกว่า

อย่างแรกที่เห็น แต่คิวยาวจัด ก็คือ Toy Story นั่นเองค่ะ คิดว่าน่าจะเป็นหนังหรือละครเวที แต่เห็นคิวยาวมาก Fast Past ก็ไม่มี เกรงว่าจะเป็นการเสียเวลาเล่นเครื่องเล่นอื่น ๆ ซะเปล่า ๆ ก็เลยขอผ่านไปก่อนดีกว่าค่ะ

เครื่องเล่นสุดฮิตอย่าง Indianna Jones คิวย้าวยาวอีกเช่นกัน… แต่ว่ามี fast past ก็เลยเอา fast past มาก่อนก็แล้วกัน อันว่า fast past นี้ คนที่เคยเข้าไปเล่นใน Disneyland คงรู้จักกันดีเนาะ … มันก็คือการจองเวลาไว้ก่อนนั่นเองค่ะ ว่าเราจะกลับมาเล่นเครื่องเล่นนี้เวลาไหน เมื่อเวลาตามบัตรมาถึง เราก็กลับมา แล้วก็จะได้คิวที่สั้นกว่าปกติพอสมควรทีเดียวค่ะ

อีกฝั่งนึงของ Indianna Jones ค่ะ

Disney Sea แบ่งเป็น Zone ต่าง ๆ ทั้งหมด 7 Zone นั่นก์คือ Mediteranean Harbor คืออ่าวที่เป็นจุดแสดง Parade และร้านค้า ต่อด้วย Zone เครื่องเล่น คือ American Waterfront, Mysterious Island, Port Discovery, Lost River Delta, Mermaid Lagoon และก็ Arabian Coast ตามลำดับค่ะ แต่ละ Zone อยู่ไม่ไกลกันมาก เดินถึงกันได้สบาย … ส่วนแต่ละ Zone จะมีอะไรบ้างนั้น สามารถเช็คได้ที่นี่เลย : http://www.tokyodisneyresort.jp/en/tds/

เครื่องเล่นส่วนใหญ่ออกแนว chill chill นั่งรถนั่งเรือชมการแสดงน่ารัก ๆ ซะเป็นส่วนใหญ่ ดังเช่น Sinbad’s Storybook Voyage อันนี้ค่ะ น่าเสียดายที่การแสดงทั้งหลายเป็นภาษาญี่ปุ่นหมดเลย…^^”…. โดยที่ไม่มี subtitle ให้ด้วย ดังนั้นใครที่ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นเช่นเรา อาจจะงงๆ หน่อยนะ…..

ดินแดน Mermaid Lagoon จาก Little Mermaid

ขอถ่ายรูปกะคุณแฟนก่อนละกัน ^^

ดูจากแผนที่เหมือนเครื่องเล่นจะเยอะ แต่ส่วนใหญ่เป็นแนวนี้ค่ะ

คฑาเนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปี Disney Sea อยู่ตามจุดต่าง ๆ ใน park เมื่อเราไปแตะ จะมีแสงวิ้ง ๆ เห็นว่าถ้ามีคฑาเล็ก ๆ ของเค้า (ซึ่งน่าจะต้องเสียเงินซื้อ) จะมีคำอวยพรด้วยค่ะ

อันนี้ก็เป็นเครื่องเล่นน่าสนใจอีกอย่างที่ไม่ควรพลาด ตั้งอยู่ที่ Mysterious Island ค่ะ

อันนี้เค้าว่าน่ากลัวสุด ไม่เหมาะสำหรับคนไม่ชอบเครื่องเล่นแนวหวาดเสียว ตั้งอยู่ที่ American Waterfront เราเห็นแล้วคิดว่ามันน่าจะเหมือน Hotel California ที่เคยเล่นที่อเมริกา เลยไม่เล่น ปล่อยให้คุณแฟนไปเล่นคนเดียว ซึ่งเค้าก็บอกว่าเหมือนกันจริง ๆ ค่ะ เพียงแต่พากษ์เป็นภาษาญี่ปุ่น …^^”…

เริ่มค่ำแล้ว แต่เรายังไม่กลับ เพราะว่าจะรอดูการแสดงต่าง ๆ รวมทั้ง Parade ที่คาดว่าน่าจะมีแสงไฟสวยงามกว่า Parade กลางวันค่ะ เนื่องจากเป็นช่วงใกล้ X’mas จึงมีการตกแต่งประดับไฟที่สวยงามเช่นนี้ (ขอบคุณ Google Auto Awesome สำหรับภาพวิ้งๆ นะคะ… คือเราไม่ได้ทำ แต่พอ upload ขึ้นแล้วมันเป็นเอง ^^)

Mickey กะ Minnie เริงระบำ ^^

ป๊อปคอร์นที่ซื้อมากินระหว่างรอชม show …จริง ๆ แล้วที่นี่มีป๊อบคอร์นหลายรสมาก ทั้ง Caramel, Milk Tea, Apple Cinnamon, Strawberry, Salt, Black Pepper, Corn Potage และรสสุดฮิตที่เขาว่ามีขายที่นี่ที่เดียว คือ Curry ที่เรากะคุณแฟนซื้อมาค่ะ แต่ละ Zone จะมีรสต่างๆ กัน ซึ่งสามารถเช็คได้ใน Map (แต่เราดันมาเห็นเมื่อกลับถึงเมืองไทยแล้ว 555) สำหรับรส Curry ถ้าใครสนใจ มันอยู่ที่ Arabian Coast ค่ะ ….^^…..

ระหว่างรออีกเหมือนกัน ชมของขวัญของฝากในร้านซะหน่อย….ที่ฮิตมากจริงๆ ก็คือน้องหมีนี่แหละค่ะ เด็กน้อย ๆ หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ มีอุ้มกันเกือบจะทุกคนเลย …….^^….

การแสดงชุดพิเศษ Color of Christmas ที่มีเฉพาะช่วงนี้

และการแสดงปิดท้าย คือพลุ Disney Magic in the Sky ค่ะ

บ๊าบ..บาย Tokyo Disney Sea เมื่อเวลาประมาณ 2 ทุ่ม จ้า

Japan Honeymoon Trip (6) :ชวนชิม บุฟเฟ่ต์ขาปูยักษ์

กลับมาจาก Fujiko Museum นับว่ายังไม่ค่ำเท่าไหร่ คุณแฟนเลยชวนมาทานบุฟเฟ่ต์ที่โรงแรม Prince Hotel ที่แถว Shinjuku ค่ะ ที่โรงแรมนี้มีบุฟเฟ่ต์ขาปูยักษ์ ที่คนไทยที่มาเที่ยวญี่ปุ่นนิยมมากัน โรมแรมอยูติดกับสถานีรถไฟใต้ดินพอดี ขึ้นมาก็หาเจอเลย ว่าแล้วก็ตามมาเลยดีกว่าค่ะ

ร้านชื่อ Prince Viking อยู่ที่ชั้น B2 ของโรงแรมค่ะ ชั้นบนจะมีร้านอาหารอยู่เยอะเหมือนกัน เพราะงั้นก็ระวังผิดร้านกันหน่อยนะ ด้านบนมีจุด shopping ของฝากจากญี่ปุ่นด้วยนิดหน่อย ถ้ามาก่อนเวลา (เพราะร้านเปิดประมาณ 18.30 ถ้าจำไม่ผิด) ก็แวะช็อปก่อนได้

Line Buffet มีให้เลือกมากมาย

แบบที่มี chef ปรุงให้ทานร้อน ๆ ก็มี

ขาปูยักษ์ อันเลื่องลือ

ทานซะหน่อย เดี๋ยวเค้าจะหาว่ามาไม่ถึงที่

เนื้ออบ ตามประสาคนทานเนื้อ

พาสต้าหน้าเนื้อ มาจาก line buffet

อุด้งขาปูร้อน ๆ น่าทานมาก

เครื่องเคียงมากมาย ตักได้ตามชอบใจ

แปะขาปูอันเล็ก ๆ มาให้ ดูน่ารักน่าเอ็นดูทีเดียว

น้ำดื่ม –นอกจาก soft drink มาตรฐานแล้ว ก็มีชาสมุนไพรเหล่านี้ให้เลือกค่ะ

มาถึงของหวานกันบ้าง อันนี้เล็งไว้ตั้งแต่ต้นแล้วค่ะ กับ Chocolate Fondue น่าทานสุด ๆ

จิ้มมากับ Mashmellow นุ่มๆ ชุ่มเต็มคำ อร่อยมั่กๆ ^^

ของหวานอื่น ๆ มีให้เลือกมากมายเหมือนกันค่ะ

ตักมาพอประมาณ…แต่อร่อยทุกอย่างจริง ๆ นะ ^^

Japan Honeymoon Trip (5) : Fujiko F. Fujio Museum

จากตลาดปลา เราเดินทางต่อมายัง Fujiko F. Fujio Museum ที่ Kawasaki ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ติดกับโตเกียว (น่าจะคล้าย ๆ นนทบุรี กับ กทม. บ้านเรา) สามารถเดินทางมาได้ด้วยรถไฟ สาย Odakyu Line หรือ Japan Nunbu Line มาถึง Noborito Station แล้วก็จะมาเจอป้ายโดราเอมอนต้อนรับแบบนี้ค่ะ แปลว่ามาถูกที่แล้ว ^^

ออกมาจากสถานีแล้ว จะเจอจุดจอดรถ shuttle bus สำหรับพาเราไปที่พิพิธภัณฑ์ ขอให้มองหารถลายการ์ตูนฝีมือ อ. Fujiko ไว้นะคะ รถบัสธรรมดา ๆ ไม่ใช่จ้า รถจะจอดอยู่ไกล ๆ หน่อย มีคนรอเป็นแถวยาว หาไม่ยาก

รถคันที่ว่า ชัด ๆ เมื่อมาจอดหน้าพิพิธภัณฑ์— ซึ่งห่างจากสถานีรถไฟประมาณ 2 กิโล ตามที่คุณแฟนบอก ถ้ารู้ทางจะเดินก็ได้ แต่ถ้ามาช่วงอากาศหนาว ๆ เราว่าขึ้นรถเอาน่าจะสะดวกกว่า รอไม่นานเท่าไหร่หรอกค่ะ

ตั๋วสำหรับเข้าพิพิธภัณฑ์ ต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น โดยที่จะซื้อได้ที่ร้าน Lawson ซึ่งเป็นร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่น ทุก ๆ วันที่ 30 ของเดือน ซื้อ Online ก็ไม่ได้ ของเราโชคดีมีเพื่อนอยู่ที่นี่เลยฝากเค้าซื้อให้ ใครที่อยากมาบ้าง แต่มาไม่ตรงช่วงวันขายบัตร และไม่มีเพื่อนมีญาติอยู่แถวนี้ก็อาจจะลำบากหน่อยนะคะ … รายละเอียดราคาค่าตั๋ว ดูได้ที่นี่เลย http://fujiko-museum.com/english/ticket/

การเข้าชมจะเป็นรอบ ๆ นะคะ ยังไม่ถึงรอบก็เข้าแถวรอไปก่อน ระหว่างเข้าแถว มีของสะสมโดราเอมอนให้ชมเพลิน ๆ

กำแพง ตกแต่งน่ารักด้วยลูกตาโดราเอมอน

วิดิโอต้อนรับ เป็นภาษาญี่ปุ่น

ก่อนเข้าชม จะมีเจ้าหน้าที่มาอธิบาย – อ ะ ไ ร สั ก อ ย่ า ง – (เขาพูดเป็นภาษาญี่ปุ่นหมดเลย … ฟังไม่ออก …. พูดภาษาอังกฤษนิดเดียว… -“-…) ให้ฟัง และก็แจกขนมปังแปลภาษา … เอ๊ย … เครื่องแปลภาษาอันนี้ให้… ^^…. เลือกฟังคำบรรยายทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษได้เลย และก็แจกตั๋วหนัง 2 ใบ สำหรับดูหนังโดราเอมอนตอนพิเศษ เมื่อชมพิพิธภัณฑ์แล้ว …

โบชัวร์ เลือกเป็นภาษาอังกฤษได้ค่ะ บอกรายละเอียดคร่าว ๆ รวมทั้งแผนที่พิพิธภัณฑ์ รวมทั้งบอกว่าตรงไหนถ่ายภาพได้บ้าง ไม่ได้บ้าย โดยที่ด้านในจะไม่สามารถถ่ายรูปได้เลย ถ่ายได้เฉพาะบริเวณที่เป็นลานกลางแจ้งเท่านั้นค่ะ

สวนด้านนอก — ซึ่งเป็นส่วนที่ถ่ายรูปได้ ตกแต่งด้วยแบบจำลองต่าง ๆที่เราคุ้นเคยกันดีจากการ์ตูนเรื่องต่าง ๆ ที่ อ. Fujiko เป็นคนเขียน เช่น โดราเอมอย ปาร์แมน อันนี้เราว่าน่าจะเป็นบ้านแคปซูลของโดราเอมอน

ตรงนี้ก็ถ่ายรูปได้เหมือนกัน เป็นลานตรงชั้น 3 ที่มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ไจแอนท์เคยตกลงไปอยู่ ถ้าใครจำโอราเอมอนตอนนี้ได้ มันก็คือตอนที่เอามาจากตำนานเรื่องเทพารักษ์กับคนตัดไม้ ที่คนตัดไม้ผู้ซื่อสัตย์ ทำขวานไม้ตกลงไปในบ่อนั่นแหละ … ขออนุญาตไม่เล่าตรงนี้ เพราะเดี๋ยวมันจะยาว … ^^”…เอาเป็นว่า ในบ่อนี้เราสามารถโยกคันโยกเพื่อเอาไจแอนท์ที่ตกลงไปขึ้นมาได้ …

ซึ่งไจแอนท์ที่โผล่ขึ้นมาก็เป็นไปตามในการ์ตูน… คือหล่อเชียว 55

โยกไม่ยากเท่าไหร่นะคะ เด็ก ๆ ก็โยกได้ ^^

ทางขึ้นลานดาดฟ้า มีปาร์แมนกะน้องลิงบู้บี้นอนอยู่

โดราเอมอนกลายเป็นหิน

ลานดาดฟ้า — มีรูปจำลองต่าง ๆ จากตอนต่าง ๆ ของโดราเอมอนอยู่ ให้บรรดาแฟน ๆ ได้ถ่ายรูปเล่น รวมทั้งน้องโดราเอมีตัวนี้ด้วย….^^….

ผีน้อยคิวทาโร่

พีสุเกะ –น้องไดโนฯ ของโนบิตะ ก็มา

ประตูไปไหนก็ได้…^^…

ท่อน้ำในตำนาน — ไม่รู้ว่าใครเอามาตั้งไว้ แต่เด็ก ๆ ปีนกันสนุกสนานใหญ่เลย

เย้! เจอโดราเอมอนแล้ว^^

ด้านบนสุดของพิพิธภัณฑ์เป็นร้านอาหาร ที่มีเมนูต่างๆ จากเรื่องโดราเอมอนที่เราคุ้นเคยกันดี เช่น ขนมปังความจำ มีทั้งแบบนั่งทาน และแบบซื้อกลับ แต่คนเยอะมว้าก … ถึงมากที่สุด ทั้ง 2 อย่างเลย … -“-…. ใครอยากทาน แนะนำว่าควรจะมาไว ๆ หน่อยนะคะ เพราะอาจจะต้องรอนานเลยทีเดียว

ลงมาที่ลานของเล่นเด็กๆ น่ารัก ๆ ดีกว่า …^^… ของเด็ก ๆ เราไม่แย่งเล่น แต่ไข่หมุน ๆ พวกนี้เด็ก หรือผู้ใหญ่หมุนก็ได้ ….^^… 200 เยนเอง ของข้างในก็น่ารักน่าเอ็นดูดี เลยหมุนออกมาซะหลายอันเลย …. เอามาฝากท่านผู้ชมทางบ้าน

ก่อนกลับ ..​แวะถ่ายรูปกะรั้วตกแต่งลายโดราเอมอนที่อยู่อีกด้านนึงของฝั่งถนนซะหน่อย…^^….

ใครสนใจอยากไปเที่ยวชมบ้าง — อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่เลยค่ะ http://fujiko-museum.com/english/

Japan Honeymoon Trip (4) : Tsukiji Fish Market

สาเหตุนึงที่ทำให้ญี่ปุ่นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตสำหรับคนไทย ก็คืออาหารที่ถูกปาก เรามาญี่ปุ่นกะคุณแฟนคราวนี้ก็กะกินอาหารญี่ปุ่นเต็มที่ (….แต่สรุปทั้ง trip แล้ว….ดูเหมือนจะ – เ ต็ ม ที่ – มากไปหน่อย 555…) ดังนั้น สถานที่นึงที่กะไว้ว่าจะมา ก็คือ – ตลาดปลา Tsukiji – ซึ่งเลื่องชื่อด้านการเป็นแหล่งประมูลปลาสด ๆ ก่อนที่ทางร้านต่าง ๆ จะรับไปทำเป็นอาหารให้พวกเราทาน …. จริง ๆ เขาประมูลกันแต่เช้าตรู่ แต่กว่าเราจะมาถึง ก็เกือบ ๆ สายแล้วง่ะ …. ^^”….

ทีแรกนึกว่าจะไกล ที่ไหนได้ ขึ้นมาจากสถานีรถใต้ดิน เลี้ยวนิดเดียวก็เจอเลย

แผนที่ตลาดหน้าทางเข้า

และแล้ว…. ก็พบว่าวันนี้ตลาดปิด ! เนื่องจากเป็นวันหยุดซะงั้น แต่ว่าก็มีคนเดินเข้าไปด้านในประปราย ไหน ๆ ก็มาถึงแล้ว เราก็เดินเข้าไปเหมือนกัน …. ^^”…. Zone ประมูลปลานี่มีแต่โต๊ะกับเก้าอี้เปล่า ๆ Zone ร้านค้า เปิดประมาณ 2-3ร้านเอง ซึ่งถ้าไม่คิวยาวมาก ก็ราคาแพงจัด ว่าแล้วก็เลยถอยออกมาก่อนดีกว่า

คิวหน้าร้าน ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติหลงมาเหมือนเรา ^^”

ราคาหน้าร้านบางร้านที่เราว่าแพงไปหน่อย

กลับมาถ่ายรูปป้ายการ์ตูนน่ารัก ๆ หน้าตลาด Tsukiji ที่บอกถึงสิ่งที่ควรทำ – ไม่ควรทำ เวลามาดูประมูลปลา & เดินเล่นในตลาดอีกที แล้วก็เลยออกมาเดินดูรอบ ๆ บริเวณตลาดดีกว่า ว่ามีอะไรบ้าง เผื่อว่าจะมีร้านอาหาร จะได้แวะทานก่อนไปเที่ยวกันต่อ…

ออกมาเหลียวซ้ายแลขวาหน้าตลาด เดินไปทางขวาก่อน ไม่เจออะไร แต่ทางซ้ายดูน่าสนใจ มีร้านค้ามอกมาย เดินเข้าซอยไปก็พบว่า แถวนี้ก็เป็นตลาดขายอาหารทะเลย่อม ๆ เหมือนกัน แต่ไม่มีประมูลปลา ที่สำคัญ …ร้านอาหารราคาน่าคบเยอะแยะเลย..เย้ !

อาหารทะเลสด ๆ หน้าร้าน

มาเจอร้านซูชิร้านที่คุณเพื่อนเราแนะนำว่าร้านนี้อร่อย นั่นก็คือร้าน Sushi Zanmai ว่าแล้วก็ไม่รอช้า รีบเข้าไปในร้านทันใด ยังไม่ถึงเที่ยง คนยังไม่เยอะมาก พอจะหาที่นั่งได้ตรงหน้า sushi bar

นั่งตรงนี้ค่ะ…^^…

มาดูอาหารกันดีกว่า …

มาแล้ว…มาแล้ว…^^

ดูกันชัด ๆ

อีกด้าน…^^….

มิโซะซุป มาในชุด

ซูชิสด ๆ ใหม่ ๆ อร่อยดีนะคะ ^^

Japan Honeymoon Trip (3) : โอไดบะ

ทีแรกคิดว่าจะไปโอไดบะ –ซึ่งเป็นเขตเมืองใหม่ของญี่ปุ่น ตั้งแต่ช่วงบ่าย ๆ จะได้มีเวลาเดินนานหน่อย เพราะดูจากแผนที่แล้วก็ค่อนข้างจะกว้างอยู่ … แต่เอาเข้าจริง มัวแต่ทำนู่นทำนี่ และคุณเพื่อนบอกว่า ไปตอนค่ำ ๆ น่าจะสวยกว่า เพราะจะได้ดูแสงสีไฟสวย ๆ ยิ่งช่วงหน้าหนาว ใกล้ X’mas เช่นนี้ … จะดูโมแรนติก.. เอ๊ย… โรแมนติก เป็นยิ่งนัก …^^…. ว่าแล้วก็เลยไม่ค่อยรู้สึกผิดเท่าไหร่ ที่กว่าจะได้มาก็เกือบ ๆ จะหัวค่ำละ ….^^”…

ว่าจะซื้อ Day Ticket แต่ไม่รู้ทำไมมันกดไม่ได้ เลยซื้อเป็นตั๋ว round trip มาแทนค่ะ สำหรับตั๋ว round trip มันจะออกมา 2 ใบเช่นนี้ สำหรับเที่ยวไปใบนึง เที่ยวกลับใบนึง จะใช้ใบไหนก่อน หรือหลังก็ได้ค่ะ เหมือนกัน

แผนที่โอไดบะที่สถานีรถไฟ ดู ๆ แล้วเหมือนจะกว้าง แต่เอาเข้าจริงพบว่าเป็นห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ ต่าง ๆ ซะเป็นส่วนมากค่ะ ใครที่ชอบช็อปปิ้งน่าจะเดินเพลินเลยทีเดียว

มาถึงแล้ว ! สะพานแขวนสวย ๆ หน้าตาคล้าย Golden Gate Bridge และเทพีเสรีภาพจำลอง สามารถมองเห็นได้ตั้งแต่อยู่บนรถไฟ แต่ลงมาถ่ายรูปข้างล่างจะสวยกว่าค่ะ แสงสีทั้งเมืองดู ๆ แล้วแอบคล้าย Las Vegas แต่ไม่วุ่นวายเท่า ออกแนวเงียบ ๆ ตอนกลางคืน ไม่แน่ใจว่าตอนกลางวันเป็นยังไง

อีกอย่างที่มองเห็นได้ชัดเจน ไม่ว่าจะอยู่ที่ส่วนไหนของโอไดบะ ก็คือ Giant Sky Wheel อันนี้ค่ะ ตกดึกมีแสงไฟซึ่งเปลี่ยนเป็นรูปต่าง ๆ ประมาณ 5-7 รูป เห็นจะได้ ช่วงนี้เป็นช่วง X’mas ก็เลยมาแนวนี้ เราไม่แน่ใจว่าช่วงอื่นเค้าจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลรึเปล่า ( เพราะถ้าเป๋นระฆังคริสต์มาส หรือเกล็ดหิมะช่วงหน้าร้อน มันก็จะดูยังไง ๆ อยู่นะ ^^”) ใครอยากขึ้นไปก็ได้เหมือนกัน เพราะเค้าทำสำหรับขึ้นไปชมวิวอยู่แล้ว รอบนึงประมาณ 16 นาที ราคาเท่าไหร่ไม่รู้ เพราะว่าเราไม่ได้ขึ้น ( กร๊าก … ^^”) ตั้งอยู่ตรง Palette Town ซึ่งอยู่ตรงห้างชื่อ VenusFort …. – ใ ค ร อ ย า ก ล อ ง ขึ้ น ไ ป ดู – ลอง load brochure มาอ่านดูได้จาก – ที่ นี่ – … แต่ตัว web มันจะเป็นภาษาญี่ปุ่นนะ เราหาที่เปลี่ยนภาษาไม่เจอ ….. ><…..

Monument เก๋ ๆ มีให้ถ่ายรูปเล่นกันได้ตลอด ๆ พระจันทร์คู่สวย ๆ อันนี้อยู่หน้าห้างแห่งหนึ่ง (จำชื่อมะได้แล้วง่ะ ^^”) ดูแล้ววิ้ง ๆ มาก น่าขึ้นไปถ่ายรูปเล่น…. ^^….

ขอถ่ายรูปกะคุณแฟนหน่อยนึง ^^

แสงไฟที่ตึกต่าง ๆ เปลี่ยนสีไปเรื่อย ๆ สวยดี

คู่นี้ดูน่าสงสารเชียว…

ส่วนตัวนี้อยู่ในตึก ชั้นล่างสุด โซนโรงหนัง เข้าใจว่าหนังเข้าพอดี

บันไดเชื่อมเดินเข้าตัวตึกจากถนน มีแสงไฟเป็นรูปหัวใจ ^^

เดินนอกตึกนาน ๆ ก็หนาว …​เข้าไปในตัวตึกดีกว่า เพื่อนบอกว่า ให้เลือกร้านที่สามารถกินไป ชมวิวไปได้จะดีมาก …. เดินไปเดินมา มีร้านอาหารมากมาย แต่หนาว ๆ แบบนี้กินราเมนร้อน ๆ น่าจะดีสุด … ว่าแล้วก็เลยเดินเข้าหมู่บ้านราเมน (มั้ง… ป้ายมันเป็นภาษาญี่ปุ่นหมด … อ่านไม่ออก…​><….) กันดีกว่า

ราเมนมากมายหลายสูตร… ไม่รู้ว่ามาจากที่ไหนบ้าง

บรรยากาศภายใน ร้านต่าง ๆ อยู่รอบ ๆ โต๊ะอยู่ตรงกลางรวมกัน

เกี๊ยวซ่าของคุณแฟน … ข้าง ๆ ด้านบนนั้นคือเครื่องเตือนที่ทางร้านให้มา กรณีที่อาหารต้องใช้เวลาทำ ไม่ได้ในทันที เค้าจะให้เครื่องนี้มาก่อน พออาหารเสร็จ เครื่องมันจะส่งสัญญานเตือนให้เราเดินไปรับที่ร้าน อันนี้เราเห็นหลาย ๆ ร้านในเมืองไทยเอามาใช้บ้างแล้วเหมือนกัน

ราเมนชามใหญ่– ที่ได้มาจากการจิ้มมั่ว ๆ ที่รูป เพราะว่าอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก (…. จริง ๆ ตลอด trip นี่ใช้วิธีนี้เยอะมาก เพราะเมนูมันไม่ค่อยมีภาษาอังกฤษ … หรือบางทีมีแล้วอ่านไปก็ยังไม่รู้ว่าไอ้ที่จะสั่งนั้นมันคืออะไรอยู่ดี แต่ก็รอดมาได้นะ หุ หุ …. ^^”…) หน้าตาใช้ได้ รสชาติโอเคเลยทีเดียว … ที่สำคัญคืออุ่นดีมาก ๆ …^^….

เก้าอี้ชมวิวสำหรับคู่รัก อยู่บนดาดฟ้าตึก ดูเหมือนจะหนาว แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่น้ำแข็ง เข้าใจว่าน่าจะเป็นไซเบอร์กลาสใสหรืออะไรสักอย่าง ตรงรูปหัวใจนั้นเป็นหลอดไฟอยู่ข้างใน นั่งได้ ไม่ร้อน ไม่หนาว ถ้าจะหนาวก็เพราะอากาศข้างนอกมันหนาวอยู่แล้วมากกว่า

บ่ออธิษฐาน – อ ะ ไ ร สั ก อ ย่ า ง – เข้าใจว่าน่าจะเกี่ยวกับความรักอีกเช่นกัน เพราะรูปหัวใจเพียบเลย แต่คำอธิบายมันเป็นภาษาญี่ปุ่นหมด (….​อีกแล้ว ….-“-…) อ่านไม่ออก ดังนั้นจึงไม่ได้ร่วมอธิษฐานกับเค้านะ …. 😛 ….

Japan Honeymoon Trip (2) : วัดอาซากุสะ & พระราชวังอิมพีเรียล

ลงจาก Sky Tree มาแล้ว เราก็ไปเที่ยวกันต่อ ณ วัดอาซากุสะ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอีกที่นึงที่คนมาโตเกียวต้องมา ที่นี่จริง ๆ เราเคยมาแล้วเมื่อตอนที่มาญี่ปุ่นคราวก่อน คุณแฟนก็เคยมาแล้วเหมือนกัน แต่ยังไม่เคยมาด้วยกัน และคุณเพื่อนแนะนำว่า ถ้าจะซื้อของฝากท่านผู้ชมทางบ้าน ให้มาเดินแถวนี้จะ work สุด เพราะมีทุกอย่าง และราคาก็ย่อมเยากว่าที่อื่น ๆ (….แต่เท่าที่เราสังเกตราคามันก็พอ ๆ กันหมดอะนะ)

จุดถ่ายภาพยอดฮิตหน้าวัดอาซากุสะ ก็คือโคมสีแดง ๆ อันใหญ่ ๆ ซึ่งเราดูมาแต่ไกลเห็นว่ารอบนี้ทำไมมันดูแปลก ๆ ปรากฎว่าเค้าเอาไปซ่อมพอดีค่ะ เลยมีแต่รูปภาพแขวนแบบนี้ให้ดูแทน….^^”… แต่เราก็ถ่ายรูปมาอยู่ดี (กร๊าก….. ^^”..) เนื่องจากว่าเค้าไม่น่าจะเอาไปซ่อมกันบ่อย ๆ นะ แบบนี้น่าจะนานทีมีหน สมควรถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก… ^^….

ของขายมากมายในเขตวัดอาซากุสะ มีทั้งของกิน ของใช้น่ารักๆ

เดินเข้ามาจนถึงตัววัดแล้ว ขอถ่ายรูปกะคุณแฟนหน่อย

ด้านข้างวัดมีศาลเล็กๆ และรูปปั้นซามูไร

คุณเพื่อนบอกว่า ตามธรรมเนียมญี่ปุ่น ก่อนที่เราจะเข้าไปทำบุญ จุดธูปจุดเทียนขอพรในวัด เราจะต้องชำระร่างกายให้สะอาดเสียก่อน หน้าวัดและศาลเจ้าญี่ปุ่นจึงมักจะมีที่ให้ชำระล้างร่างกาย หน้าตาคล้าย ๆ แบบนี้ เราจะต้องใช้กระบวยตักน้ำมาล้างมือทีละข้าง และก็ตักน้ำใส่มือ เพื่อบ้วนปากให้สะอาด (อย่าดื่มจากกระบวย) จากนั้น จึงจะเข้าไปทำบุญได้จ้า

ธูปญี่ปุ่น มาเป็นมัด ไม่ต้องนับ

จุดโลด !

จุดแล้วนำไปปัก และให้วักควันเข้าหาตัว เพื่อให้โชคดี

จุดธูปแล้วมาจุดเทียนกันบ้างค่ะ

ไม่มีที่ให้จุดเทียนนะคะ ต้องจุดต่อจากเทียนของคนอื่น ๆ แต่ที่ดีก็คือ ตรงแท่นเสียบเทียนนั้นจะทำเป็นแหลม ๆ ให้เสียบลงไปได้เลย ไม่ต้องเอาน้ำตาเทียนหยด แล้วพยายามตั้งเทียนให้ได้เหมือนที่บ้านเรา

เหลือบไปเห็นเซียมซีอยู่ข้าง ๆ

ใครอยากเสี่ยงโชคดูบ้าง มีคำอธิบายภาษาอังกฤษนะคะ

อันนี้ของคุณแฟน ออกมาโชคดีเชียว ^^

ส่วนใครที่โชคไม่ดี เขามีที่ให้เอาไปผูก แบบนี้ค่ะ

จากวัดอาซากุสะ เพื่อนพาไปเที่ยวต่อ ที่พระราชวังอิมพีเรียลค่ะ จริง ๆ แล้วพระราชวังนี้เขาไม่ให้เข้าไปนะคะ ถ่ายรูปได้เฉพาะด้านนอก ซึ่งจะเป็นบริเวณสวนสนที่สวยงามเช่นนี้ค่ะ

ถ้ามาถึงไวกว่านี้หน่อย คือ ประมาณก่อน 4 โมงเย็น จะเข้าไปถ่ายรูปได้ถึงสะพานที่เห็นค่ะ คือ สะพานทางเข้าตัวตำหนัก (แต่ก็เข้าไปข้างในไม่ได้อยู่ดี) … เรามาถึงประมาณ 5 – 6 โมงเย็น เขาเอาเชือกมากั้นแล้ว ไม่ให้เข้าไป แต่คนที่เข้าไปก่อนนั้นก็ออกมาได้ตามปกติ

ขอถ่ายภาพกะคุณเพื่อนสักรูป ก่อนอำลาพระราชวังอิมพีเรียลค่ะ

%d bloggers like this: