Advertisements
Tag Archive | ลพบุรี

ย้อนรอยประวัติศาสตร์การทูตไทย @ลพบุรี (4) : ศูนย์การทหารปืนใหญ่ ค่ายพหลโยธิน

มาทัวร์กันต่อเลยค่ะ ที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ ค่ายพหลโยธิน ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 301 หมู่ 7 ต. เขาพระงาม เลยจากวงเวียนสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมาประมาณ 10 กิโลเมตร ที่เห็นว่าควรบอก เพราะค่ายทหารในลพบุรีมีเยอะมาก เดี๋ยวจะไปกันผิดค่าย และที่บอกได้ละเอียดขนาดนี้ เพราะเขาแจก Brochure มาค่ะ ^^” … เราไม่ได้ถ่ายภาพทางเข้าไว้ เพราะว่าอยู่บนรถตู้ เข้ามาถึงหอประชุมแล้วถึงได้ถ่ายรูปปืนใหญ่จำลองตรงนี้

ค ว า ม สำ คั ญ ขอ ง ส ถ าน ที่ แ ห่ ง นี้ – … ก็คือเป็นอดีตบ้านพักของบุคคลสำคัญต่อการเมืองการปกครองของไทย 2 ท่าน คือ พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ที่เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า เป็นจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตยไทย ( – N o t e — แต่หากถาม อ. ภาคปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ บางท่าน เขาจะบอกว่าไม่น่าจะถือว่าใช่ เพราะถึงแม้ว่า หลัก 6 ประการของคณะราษฎร จะเป็นหลักการที่เป็นไปตามรูปแบบของประชาธิปไตยแบบตะวันตก แต่เมื่อยึดอำนาจมาได้แล้ว กลับไม่มีการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมใด ๆ เพื่อให้หลักการนี้เป็นไปได้จริง เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ในคณะราษฎร ก็เป็นชนชั้นสูง การศึกษาสูง ที่ไม่คิดจะเข้าถึงประชาชนแต่อย่างใด สรุปแล้วก็เลยดูคล้ายการเปลี่ยนถ่ายอำนาจจากชนชั้นสูงกลุ่มที่ครองอำนาจอยู่ มาสู่กลุ่มของตัวเองบ้าง เฉย ๆ …. ใครสนใจข้อถกเถียงในประเด็นนี้ สามารถอ่านคำสัมภาษณ์ของท่านปรีดี พนมยงค์ ได้ใน blog นี้ เลยค่ะ) และ จอมพล ป. พิบูลสงคราม หนึ่งในผู้นำทหารคนสำคัญของไทย ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 5 สมัย นานถึง 14 ปี (16 ธ.ค. 2481-1 ส.ค.2487..อีกนิดนึงก็ 15 ปีละ ) ซึ่งถือว่านานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ผู้นำประเทศเข้าสู่สงครามโลก ครั้งที่ 2 ค่ะ

อ้างอิงข้อมูลการดำรงตำแหน่งของจอมพล ป. จาก http://th.wikipedia.org/wiki/แปลก_พิบูลสงคราม

บ้านพักหลังนี้ ก็คือบ้านพักนายทหารสัญญาบัตร หมายเลข 1 ที่เคยเป็นบ้านพักของ ฯพณฯ พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ในสมัยที่ยังมียศเป็น พันโทพระสรายุทธสรสิทธิ์ (พจน์ พหลโยธิน) ค่ะ

ในปัจจุบันได้ทำเป็นพิพิธภัณฑ์ โดยมี 2 ส่วน คือ ตัวบ้าน กับอาคารด้านหน้าค่ะ

เข้ามาทำความเคารพรูปท่านพลเอก พระยาพหลฯ กันก่อน บ้านนี้ได้รับการอนุรักษ์ไว้ในสภาพดั้งเดิม สิ่งของต่าง ๆ ที่พลเอก พระยาพหลฯ และภริยา (เขาว่าเป็นคนที่ 2 ซึ่งเป็นน้องคนสุดท้อง ในครอบครัวเดียวกันของภริยาคนแรก คือพอแต่งกับคนแรกแล้วไม่มีลูกด้วยกัน ก็เลยมาแต่งกับคนนี้อีกคน) คือ ท่านผู้หญิงบุญหลง เคยใช้ เก็บไว้ในตู้กระจก และมีคำอธิบายประกอบค่ะ

ตัวอย่าง — ผ้าที่พลเอก พระยาพหลฯ ได้รับพระราชทานมาจาก ร.6 ลวดลายต่างๆ เป็นการวาดด้วยมือ

เสื้อผ้าต่าง ๆ ของท่านผู้หญิงบุญหลง (บางส่วน) ของเหล่านี้ทางศูนย์ทหารปืนใหญ่ได้รับบริจาคมาจากครอบครัวของท่าน คือ สกุลพหลหยุหเสนา (มีที่แตกไปเป็นสกุลพหลโยธินด้วยค่ะ) ซึ่งได้เก็บรักษาไว้อย่างดีมาก ๆ จึงยังคงอยู่ในสภาพดีมาจนถึงปัจจุบันค่ะ … พลเอก พระยาพหลฯ กับท่านผู้หญิงบุญหลง มีบุตรด้วยกันทั้งสิ้น 4 คน ซึ่ง 2 คน ในนั้น ยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันค่ะ

ระเบียง –เป็นที่ตั้งโต๊ะทานข้าว

จดหมายที่พลเอก พระยาพหลฯ เขียนถึงภริยา — มีอยู่มากมายหลายฉบับด้วยกัน

ห้องครัวค่ะ

คันนี้เขาว่าเป็นรถประจำตำแหน่งท่านผู้หญิงบุญหลงค่ะ

บ ริ เ ว ณ บ้ า น — ทางศูนย์การทหารฯ ได้พยายามหาต้นไม้ประจำจังหวัดต่างๆ ทั้ง 77 จังหวัดในประเทศไทยมาปลูก และต้นไม้ในวรรณคดีต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นต้นไม้หายาก เช่น ต้นยางน่อง ในวรรณคดีเรื่องเงาะป่า ส่วนต้นนี้ชื่อว่าต้นกุหลาบพุกามค่ะ

ส่ ว น ข อ งอ า ค า ร ด้ า น ห น้ า -…เป็นอาคารสีชมพู ใช้เก็บสิ่งของต่าง ๆ ขอพลเอก พระยาพหลฯ และภริยา ที่ได้มาจากครอบครัวเช่นกัน และมีเยอะเกินกว่าที่จะเก็บไว้ในส่วนของบ้านพักฯ ได้ …. ส่วนี้คือการตัดตอนพระราชดำรัสของ ร.7 ส่วนที่คนนิยมตัดกันมาใช้เผยแพร่กันเยอะมาก ๆ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่า ร. 7 ทรงสนับสนุนประชาธิปไตย ….ซึ่งจริง ๆ แล้วท่านก็สนับสนุนแหละ …- แ ต่ – …นี่ไม่ใช่เหตุผลหลักที่ทรงสละราชสมบัติ …เขา(เพื่อน ๆ น้องๆ ที่คณะรัฐศาสตร์) บอกว่า หากอยากรู้ว่าทำไม จะอ่านแค่นี้ไม่ได้ แต่ต้องอ่านฉบับเต็ม …ใครสนใจขอเชิญไปหาอ่านได้ – ที่ นี่ – เลยค่ะ

พระบรมฉายาลักษณ์ ร.7 ค่ะ

หลักฐานการพระราชทานนามสกุล “พหลหยุหเสนา” มีเหตุผลในการมอบให้ คือ พลเอก พระยาพหลฯ มีต้นตระกูลที่เคยได้รับการพระราชทานราชทินนามเดียวกัน คือ “เจ้าพระยาพหลพยุหเสนา” และมีตัวสะกดเป็นตัวอักษรโรมัน (ภาษาอังกฤษ) ให้ด้วย

เสื้อผ้าต่าง ๆ ของพลเอก พระยาพหลฯ และครอบครัว

จากบ้านพลเอก พระยาพหลฯ เราเดินทางกันมาต่อที่ ตึกกองบัญชาการบนเขาน้ำโจน หรือตึกชาโต้ (Chateau ที่แปลว่า ปราสาท ในภาษาฝรั่งเศส) เป็นสถานที่ ๆ จองพล ป. พิบูลสมคราม ได้ดำริให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานีตรวจการณ์ หลังจากที่ได้ลงนามในสัญญาร่มมือทางทหารกับญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2484 และประกาศสงครามกับอังกฤษ และอเมริกา ในวันที่ 25 มกราคม 2485 ทำให้รัฐมนตรีหลายท่านในคณะรัฐบาลไม่พอใจ จนทำให้ จอมพล ป. ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 6 มีนาคม 2485

สำหรับตึก Chateau แห่งนี้ สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศส มีลักษณะเหมือนป้อมปราการ กำแพงหนาถึง 1-3 เมตร อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเมื่อก่อสร้างเสร็จ จอมพล ป. ก็ถูกปฏิวัติพอดี เลยไม่ได้ใช้งานตามวัตถุประสงค์ที่ท่านตั้งใจไว้ แต่ใช้เป็นที่ฝึกสอนวิชาผู้ตรวจการณ์หน้าของโรงเรียนทหารปืนใหญ่แทน และตั้งแต่ปี 2495 เป็นต้นมา จนถึงช่วงปี พ.ศ. 2514 ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐฯ เข้ามาปฏิบัติการ “พัฒนาเศรษฐกิจ – สังคม และการเมือง-การทหาร” ในประเทศไทย ก็ได้ใช้ตึกแห่งนี้เป็นที่รับรองที่ปรึกษาทางการทหารของสหรัฐฯ หรือ JUSMAG (Joint United States Military Advisor Group) จึงทำให้มีอีกชื่อเรียกว่า “ตึกจัสแม็ก” ด้วยค่ะ

มีหลุมหลบภัยใต้ดินด้วยค่ะ

ภายในจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ของจอมพล ป.

ภาพของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ค่ะ

ด้านหลังของตึก Chateau

ห ม า ย เ ห ตุ — สาเหตุที่จอมพล ป. ประกาศสงครามเข้าข้างกับฝ่ายญี่ปุ่นนั้น มีหลักฐานหลายกระแสบอกว่า เป็นไปเพราะความจำเป็น เพราะถามไปทางสถานทูตอังกฤษว่าจะสนับสนุนไทยไหม แล้วได้รับคำตอบประมาณว่า ให้ช่วยตัวเองไปก่อน ถ้าช่วยได้จะช่วย (อ่านต่อ – การตัดสินใจของจอมพล ป. ตลอดจนมีบางหลักฐานกล่าวว่า พอช่วงหลัง ๆ ที่จอมพล ป. วิเคราะห์ได้แล้วว่า ญี่ปุ่นน่าจะเป็นฝ่ายแพ้สงคราม ยังมีการปรับยุทธวิธี โดยการจัดตั้งกองกำลังใต้ดินขึ้นอีกด้วย ใครสนใจ สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ – ที่ นี่- ค่ะ

บ้านพักนายทหารสัญญาบัตร เลขที่ 59 ซึ่งเคยเป็นบ้านพักของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ปัจจุบันได้รับการปรับปรุงให้เป็นอนุสรณ์สถาน จอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยมีข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ของท่านจัดแสดงอยู่ภายในค่ะ

น่าจะเป็นรถประจำตำแหน่งนะคะ

ระหว่างทางเดินลงมาจากเนิน เป็นที่จัดแสดง รถถัง และปืนใหญ่ปลดประจำการค่ะ

อนุสรณ์สถานจอมพล ป. เมื่อมองจากด้านล่างขึ้นไปค่ะ …นอกจากจะเป็นบ้านของจอมพล ป. แล้ว ท่านยังเคยใช้บางส่วนของอาคารนี้เป็นกองบัญชาการส่วนหน้า ในการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหากองทัพ และประเทศชาติ ใช้เป็นศูนย์กลางส่งกำลังบำรุงชั่วคราวในช่วงสงครามอินโดจีน (พ.ศ. 2483-2484) หรือกรณีพิพาทอินโดจีน ระหว่างรัฐบาลไทย และฝรั่งเศส เพื่อปรับปรุงและเรียกคืนดินแดนของไทยที่เสียไปในสมัย ร.5 กลับคืนมาด้วยค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีพิพาทอินโดจีน : http://th.wikipedia.org/wiki/กรณีพิพาทอินโดจีน

Advertisements

ย้อนรอยประวัติศาสตร์การทูตไทย @ลพบุรี (3) : บ้านเจ้าพระยาวิชาเยนทร์

พักทานข้าวแล้วเราก็มาทัวร์กันต่อ ณ บ้านหลวงรับราชทูต หรือ บ้านเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์นัก อยู่บนถนนฝรั่งเศส (Rue de France) ซึ่งตั้งชื่อเพื่อสะท้อนถึงความสัมพันธ์ไทย – ฝรั่งเศสค่ะ จอดรถได้ตรงซอยวิชาเยนทร์นะคะ ข้างในไม่มีที่จอดรถค่ะ

เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ หรือ Constantine Phaulkon เป็นชาวเกาะเซฟาโลเนียในประเทศกรีซ เริ่มชีวิตการทำงาน ด้วยการเป็นกลาสีเรือ เดินทางไปที่อังกฤษก่อน แล้วมาที่เมือง Matraz ในอินเดีย จนมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดินทางเข้ามาไทยในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และเป็นชาวต่างชาติคนแรกที่ได้เข้ารับราชการในราชสำนักในตำแหน่งล่าม (แต่แรก ๆ ก่อนรับราชการก็เป็นพ่อค้าก่อน) เป็นตัวแทนการค้าระหว่างอยุธยา และฝรั่งเศส เนื่องจากเป็นคนเรียนรู้ไว และปรับตัวเก่ง สามารถปรับตัวเพื่อเอาตัวรอดได้ทุกสถาน เช่น เปลี่ยนศาสนาจากคริสต์โปรแตสแตนท์ เป็นคาทอลิก เพื่อแต่งงานกับนางดอร่า มารี กีมาร์ (ท้าวทองกีบม้า ผู้มีชื่อเสียงในการประดิษฐ์ขนมไทยหลายอย่าง) จึงก้าวหน้าในอาชีพราชการอย่างรวดเร็ว โดยมีตำแหน่งสูงสุดเป็นถึงสมุหนายก (…ตำแหน่งสูงสุดของข้าราชการพลเรือน ถ้าเทียบสมัยนี้น่าจะประมาณนายกรัฐมนตรี) ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ฯ เลยทีเดียว



ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ตามนี้ค่ะ : http://th/wikipedia.org/wiki/เจ้าพระยาวิชาเยนทร์

สำหรับบ้านหลวงรับราชทูตแห่งนี้ ว่ากันว่าสมัยที่ยังรุ่งเรืองอยู่นั้น ใหญ่โตไม่แพ้วังเลยค่ะ โดยมีบริเวณกว้างขวาง มีโบสถ์คาทอลิกในบ้าน และส่วนที่เป็นอาคารนั้นสูงถึง 2-3 ชั้น ซึ่งก็ไม่ใช่บ้านของครอบครัวเจ้าพระยาวิชาเยนทร์อยู่อย่างเดียว แต่เป็นสถานที่รับรองคณะราชทูตต่าง ๆ ที่มาเข้าเฝ้าพระนารายณ์ ณ เมืองลพบุรีด้วย …. คือบางทีมาถึงแล้วเค้าไม่ให้เข้าเฝ้าเลย เพราะต้องรอดูฤกษ์ผานาทีกันก่อน ว่าให้เข้าเฝ้าตอนนี้จะดีมั้ย จะเป็นภัย เป็นกาลกิณีกับบ้านเมืองมั้ย บางทีก็ต้องรอนานเหมือนกัน แต่ถือว่าดีกับการค้าของไทย เพราะอยู่นานก็ต้องซื้อของค่ะ

Cathedral หรือโบสถ์ในบริเวณบ้านเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ …สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแนวเดียวกับ Notre Dame de Paris ประดับประดาด้วยกระจกสีกุหลาบ (ตามที่วิทยากรบอก) คาดว่าจะมีที่เดียวในลพบุรีในสมัยนั้น ข้างในมีจุดที่เป็นแท่นวาง Organ ด้วย

พื้นที่ด้านหลังของ Cathedral เป็นห้องขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นที่รับรองราชทูตจากประเทศต่าง ๆ มีหลายห้อง และมีลักษณะเป็น complex คือเชื่อมต่อกันได้หมด … จะเห็นว่ายิ่งใหญ่มากจริง ๆ และเป็นความยิ่งใหญ่ รุ่งเรือง ที่อยู่ได้ไม่นาน คือแค่จบยุคพระนารายณ์ ฯ ก็เข้าสู่ยุคเสื่อมของชาวต่างชาติในราชอาณาจักรอยุธยา ..เรียกว่าไม่ได้เกิดกันอีกเลย …

ส่ ว น ข อ ง ตั ว บ้ า น – …ดูจากโครงจะเห็นว่าค่อนข้างใหญ่มาก มีส่วนที่เป็นห้องเก็บไวน์โดยเฉพาะ เป็นห้องใต้ดิน และมีบันไดลงไปค่ะ

อาคารด้านหลัง วิทยากรบอกว่าเป็นโรงครัว เพราะมีคราบเขม่า ช่างตาดีกันจริง ๆ

ด้านในตัวอาคาร — ถ้าหากมองดี ๆ จะเห็นว่ามีช่องสำหรับสอดไม้กระดานอยู่ข้าง ๆ ซึ่งทำให้มองเห็นว่าอาคารนั้มี 3 ชั้น คือ ชั้นใต้ดิน (ก็ที่ลงไปห้องเก็บไวน์นั่นแหละ) ชั้นล่างซึ่งเป็นห้องเอนกประสงค์กว้าง ๆ โล่ง ๆ แล้วก็ชั้นบนค่ะ

หน้าต่างชั้นบนค่ะ

ตรงนี้คาดว่าน่าจะเป็นบ่อน้ำพุที่บริเวณหน้าบ้าน และพบหลักฐานแสดงว่าบ้านนี้มีระบบน้ำประปาทั้งบ้านด้วย จากหลักฐานที่พบ ทำให้คาดเดาได้ว่า บ้านนี้สร้างตามแบบตะวันตกทั้งหลัง ยกเว้นในส่วนของโบสถ์ ที่มีการผสมผสานการตกแต่งศิลปะแบบไทย ๆ ค่ะ

ภาพตัวบ้านเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ถ่ายจากด้านนอก จะเห็นว่าวันนี้มีแขกผู้มาเยือนเยอะทีเดียว ทั้งเด็กนักเรียนจาก รร. ต่าง ๆ และหน่วยงานต่างๆ มากมาย

ปิ ด ท้ า ย – ก่อนขึ้นรถ ด้วยภาพวัดปืนซึ่งอยู่ใกล้ๆ บ้านเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ค่ะ …Blog หน้า ทาศึกษาดูงานกันต่อไป ณ ศูนย์การทหารปืนใหญ่ ค่ายพหลโยธินค่ะ

ย้อนรอยประวัติศาสตร์การทูตไทย @ลพบุรี (2) : พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ (ต่อ)

เข้ามาดูในส่วนของ Indoor Museam กันบ้าง …. ภาพประวัติศาสตร์ภาพนี้ คือภาพของเส้นทางเดินทางของชาวตะวันตกมาสู่เมืองละโว้ หรือลพบุรีในสมัยอยุธยา จากเมือง Brest ในแคว้น Brittany ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งตะวันออกสุดของฝรั่งเศส มายังประเทศไทย …. และจากไทยเดินทางไปฝรั่งเศส คณะของเจ้าพระยาโกษาบดี (ปาน) หรือที่เรามักจะเรียกกันว่า “เจ้าพระยาโกษาปาน” ก็ใช้เส้นทางเดียวกันนี้ คืออ้อมแหลม Good Hope ของแอฟริกาเอา…. และไปถึงเมือง Brest ก่อนที่จะเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่ปารีส …. ที่เมือง Brest จึงมีถนนที่เรียกว่า Rue de Siam เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าพระยาโกษาปานด้วย เช่นเดียวกับที่ในลพบุรีก็มีถนนฝรั่งเศสเช่นกัน



ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับถนน Rue de Siam ในฝรั่งเศส ตามนี้เลยค่ะ : http://en.wikipedia.org/wiki/Rue_de_Siam



ส่วนเส้นทางที่ชาติตะวันตกมาประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น … จะต้องมาที่ 3 เมืองสำคัญ ไม่งั้นถือว่ายังมาไม่ถึง นั่นก็คือ อยุธยา ละโว้ และปัตตาเวียในชวาค่ะ

ภาพการเข้าเฝ้าของราชทูตฝรั่งเศส Chervaria de Chomante ต่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราช… – ต า ม ตำ น า น บ อ ก ว่ า -… de Chomante ไม่ยอมหมอบกราบ และยกพานขึ้นถวาย สมเด็จพระนารายณ์ฯ ก็เลยต้องโน้มพระองค์ลงมารับ

ส่วนภาพนี้เป็นภาพของคณะเจ้าพระยาโกษาปาน เมื่อครั้งเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งก็มีการหมอบกราบเพื่อทำความเคารพตามธรรมเนียมไทยค่ะ ห้องที่เข้าเฝ้าดังที่เห็นในภาพ คือ La Galerie des Glaces (Hall of Mirrors) ในพระราชวัง Versailles ค่ะ…… จะเห็นว่ามี 3 คน ครบองค์ประกอบของคณะทูตมาตรฐาน คือ อุปทูต ราชทูต และตรีทูต ….คือ ออกหลวงกัลยาณไมตรี เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) และขุนศรีวิศาลวาจา ตามลำดับ…..- ว่ า กั น ว่ า – เนื่องจากคนฝรั่งเศสสมัยก่อนนั้นยังไม่คุ้นเคยกับชาวตะวันออกเท่าไหร่ ทำให้เห็นคณะฯ เป็นของแปลก ถึงกับมีการทอผ้าลายคณะของเจ้าพระยาโกษาปานกันเลยทีเดียว … – ก า ร แ ต่ ง ก า ย ข อ ง ค ณ ะ เ จ้ า พ ร ะ ย า โ กษ า ป า น – จะเห็นว่าไม่ค่อยจะไทยแท้สักเท่าไหร่ เพราะเป็นเครื่องแต่งกายที่ได้รับอิทธิพลจากเปอร์เซียค่ะ



ป ร ะ เ ด็ น ใ น กา ร เ จ ร จ า ค รั้ ง นี้ -…. เขาว่ามีทั้งเรื่องการเมือง และศาสนา โดยมีคำถามที่เป็น highlight แสดงถึงความเป็นนักการทูตของเจ้าพระยาโกษาปาน คือ เมื่อถูกถามว่า ทางฝรั่งเศสมีโอกาสที่จะได้อยุธยา และหัวเมืองอื่น ๆ ในไทยบ้างไหม แล้วเจ้าพระยาโกษาปานบอกว่า – ไ ม่ มี อำ น า จ ใ น กา ร เ จ ร จ า เ รื่ อ ง อื่ น ๆ น อ ก เ ห นื อ จ า ก นี้ -….ซึ่งเป็นคำตอบ Classic ที่นักการทูตทั้งหลายใช้กันตลอดมาจนถึงยุคปัจจุบัน …ส่วนสมเด็จพระนารายณ์ฯ ก็มีความเป็นนักการทูตไม่แพ้กัน เนื่องจากเมื่อถูกราชทูตฝรั่งเศสถามว่า มีความคิดที่จะเปลี่ยนศาสนาบ้างหรือไม่ ทรงตอบว่า “ศาสนาของท่านนั้นก็ดี ศาสนาของเรานั้นก็ดี ถ้าหากว่าเราจะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาของท่านนั้น ก็คงจะเป็นเพราะพระเจ้าของท่านมาดลใจนั่นเอง” …. ซึ่งทำให้อีกฝ่ายสามารถตีความไปได้เองว่าพระองค์จะเปลี่ยนศาสนา … แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่



ร า ช ทู ต ฝ รั่ ง เ ศ ส ที่ ม า ไท ย ใ น ส มั ย นั้ น – …. และเป็นผู้ที่พาโกษาปานไปเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 คือ Chervaria de Chomante ส่วน Mercier de la Lubear นั้นเป็นราชบัณฑิต และ Envoye Extraordinaire หรืออุปทูต — จะมีฐานะต่ำกว่านิดหน่อย (de Chomante เป็น Ambassador) แต่เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดทำสนธิสัญญาสัมพันธไมตรีระหว่างไทย – ฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1687 มีการลงนามที่สยาม และมีหลักฐานการขีดแกงได (กากบาท) รวมทั้งประทับตราบัวแก้ว(ตราของกระทรวงการต่างประเทศในปัจจุบัน …. สมัยนั้นน่าจะเรียกว่ากรมท่า หรืออะไรทำนองนี้ ) ระบุว่า เขียนขึ้นในเมืองลพบุรี จัดทำเป็น 3 ภาษา คือ ไทย ฝรั่งเศส และโปรตุเกส ซึ่งเป็นภาษาการทูตในสมัยนั้น ภาษาละ 3 ฉบับ…. แต่ไม่มีการบังคับใช้ เพราะมีการเปลี่ยนแผ่นดินซะก่อน แล้วพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ คือ พระเพทราชา ไม่ต้องการสานต่อ…. ก็เป็นที่น่าเสียดายเหมือนกัน เพราะต่อจากนั้นก็ไม่มีการทำสนธิสัญญาใด ๆ กับชาติตะวันตกอีกเลย ….จนมามีอีกทีช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นเลย



– สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างไทยและชาติตะวันตกในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ – …. วิทยากรได้แนะนำหนังสือ The Ship of Sulaiman หรือสำเภาสุไลมาน ซึ่งเราก็ไม่เคยอ่านเหมือนกัน … ^^”… ว่าง ๆ (และถ้าหาได้) จะลองไปหามาอ่านดูค่ะ

ภาพวาดของเจ้าพระยาโกษาปาน ที่ชาวฝรั่งเศสได้วาดไว้ และตราประทับประจำตัวของท่าน เขียนเป็นภาษาเขมร เขาว่าอ่านดี ๆ จะอ่านออกว่าเป็นชื่อท่าน แต่เราอ่านไม่ออกแฮะ … ^^”…

เราลองมาดูวัตถุต่าง ๆ ที่บ่งบอกถึงความเจริญในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชกันบ้าง นี่คือ – ท่ อ ป ร ะ ป า – ในสมัยก่อน ที่ใช้ส่งน้ำไปทั่วทั้งเขตพระราชฐานค่ะ ทำจากดินเผา

ของในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีทั้งสมัยก่อน และหลังสมเด็จพระนารายณ์มหาราชค่ะ – วิ ธี สั ง เ ก ต – นอกจากอ่านคำบรรยายที่อยู่แถว ๆ นั้นแล้ว เรายังสามารถสังเกตได้จากตำแหน่งของรูปฝรั่งในโบราณวัตถุชิ้นนั้น ๆ … – ก ล่ า ว คื อ – ช่วงหลังปี พ.ศ. 2224 คือหลังสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เกิดความคิดว่าฝรั่ง หรือชาวต่างชาตินั้นทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย จึงมีการลดฐานะของชาวต่างชาติลงไปอยู่ที่ฐานรูป ฐานตู้ เป็นตัวที่เรียกว่า – อ ะ ร ะ หั น – หรือตัวประหลาดค่ะ

ดูกันชัด ๆ กับตัวอะระหันที่ฐานตู้ค่ะ

ส่วนสิ่งที่บ่งชี้ว่า …โบราณวัตถุชิ้นนี้น่าจะสร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ก็คือช่อง Pointed Ark แบบเดียวกับที่เห็นตรงกำแพงตรงสิบสองท้องพระคลังนั่นเองค่ะ

ส่วนนี่ไม่ใช่โบราณวัตถุแต่เป็นเราเองกะ – พี่ยุ้ย- พี่ที่ทำงานเก่าเรา ซึ่งมาร่วมทัวร์ครั้งนี้ด้วยเหมือนกันค่ะ เดินตากแดดกันมานานกว่าจะได้เข้าร่ม อย่างโทรมกันทั้งคู่เลยทีเดียว … ^^”…

ดังที่ได้กล่าวถึงไปใน Blog ก่อนหน้านี้ ว่าพระราชวังแห่งนี้ได้รับการบูรณะในสมัย ร. 4 ซึ่งก่อนการบูรณะ มีเกร็ดเล่าเล็กน้อยว่า เนื่องจากสมัยปลายรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์ ได้เกิดความวุ่นวาย ขุนนางแก่งแย่งอำนาจกัน และมีทีท่าว่าจะเข้ายึดอำนาจในวัง ทำให้สมเด็จพระนารายณ์ ฯ ตัดสินใจเปลี่ยนฐานะของพระราชวังแห่งนี้เป็นวัด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา เพราะคิดว่ายังไง ๆ ซะคนก็น่าจะไม่ก่อความวุ่นวาย หรือเข่นฆ่ากันในวัด ….. ทำให้ ร. 4 ต้องดำเนินการผาติกรรม –คือ ถ่ายถอนความเป็นวัดออกไปจากวังแห่งนี้ — ก่อนที่จะทำการบูรณะได้ โดยไปบูรณะวัดที่อยุธยา 2 แห่ง และวัดที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงอีก 1 แห่ง…. หลังจากนั้น จึงได้สร้างตำหนักที่เรียกว่า – พ ร ะ ที่ นั่ ง พิ มา น ม ง กุ ฎ – ขึ้นมา … ปัจจุบันได้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์…. เราลืมถ่ายรูปข้างนอกมา ….ดูภาพบางส่วนจากข้างในแทนละกันนะคะ…

แบบจำลองห้องบรรทมของ ร.4

โต๊ะทรงงาน (น่าจะจำลองมาอีกเช่นกัน) มีกระดานชนวนขนาดใหญ่ของ ร.4 — เชื่อกันว่าเป็นโต๊ะที่ทรงใช้ในการคำนวณการเกิดสุริยุปราคาที่หว้ากอ …โดยใช้สูตรการคำนวณ calculus เป็นภาษาบาลีสันสกฤต แต่ตัวจำลองนี้ทำเป็นกระดานว่างๆ

อาจจะเห็นไม่ค่อยชัดสักเท่าไร…. แต่นี่คือภาพของพระโอรสพระธิดาทั้งหมดของ ร. 4 ที่มีจำนวนมากถึง 66 องค์ … ถ้านับหลานแล้วจะมีถึง 500 – 600 เลยทีเดียว ไม่รู้จริงมั้ย …. มีคนพยายามมองหา ร. 5 ในภาพนี้ แต่ไม่เจอ ซึ่งวิทยากรอธิบายว่า เพราะว่าพระองค์ต้องคุมน้อง ๆ ถ่ายรูป เลยไม่ได้อยู่ในภาพนี้ด้วย

พระรูป ร.5 หรือเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ในสมัยนั้น ฉายคู่กับ ร.4 ในภาพนี้ค่ะ

– ปิ ด ท้ า ย – ด้วยภาพรูปปั้น – พ ร ะ ม า ลั ย – ซึ่งเป็นอัครสาวกรูปหนึ่งของพระพุทธเจ้า และว่ากันว่า จะมาจุติเป็นพระศรีอาริยเมตไตรย หรือพระพุทธเจ้าองค์ถัดไปค่ะ …. ประวัติที่สำคัญของพระมาลัยคือเป็นพระอัครสาวกที่มีฤทธิ์มาก เคยเดินทางไปทัวร์นรก – สวรรค์ มาแล้ว และกลับมาเล่า – เขียนเป็นหนังสือ (น่าจะเป็นคนรุ่นหลังเขียนเอามากกว่า) เรียกว่า – ส มุ ด พ ระ ม า ลั ย – …ซึ่งมักจะเป็นส่วนหนึ่งของการสวดพระอภิธรรมศพ ที่เรียกว่า – ส ว ด พ ร ะ ม า ลั ย – …(เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นท่อนไหนของการสวดนะ และสังเกตว่าแต่ละวัดพระสวดสั้นยาว ไม่ค่อยเท่ากันเท่าไหร่ ไม่แน่ใจว่าสวดเหมือนกันทุกที่หรือเปล่า) สังเกตได้ว่าเป็นพระมาลัย ไม่ใช่พระพุทธเจ้า ได้จากทรงผมค่ะ พระมาลัยจะศรีษะโล้น และต้องถือตาลปัตรอยู่เสมอ



กว่าจะเดินทั่วพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ ก็หมดช่วงเช้าพอดีเลย Blog หน้า เราจะไปย้อนรอยฯ กันต่อ ณ บ้านหลวงรับราชทูต หรือบ้านเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์กันค่ะ

ย้อนรอยประวัติศาสตร์การทูตไทย @ลพบุรี (1) : พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์

วันนี้เราจะมาพาทัวร์ “ย้อนรอยประวัติศาสตร์การทูตไทย” กัน ณ เมืองลพบุรีค่ะ….ใครที่เคยเรียนประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยในยุคโบราณ (…. ไม่แน่ใจว่ามันมีวิชานี้รึเปล่านะ ….เพราะว่าเราไม่ได้เรียน เขาไม่บังคับ บังคับให้เรียนแต่วิชา – ป ร ะ วั ติ ศ าส ต ร์ ค ว าม สั ม พั น ธ์ ระ ห ว่ า ง ป ร ะ เ ท ศ ส มั ยใ ห ม่ – .. ซึ่งเริ่มต้นมาก็เป็นยุครัตนโกสินทร์แล้ว) อาจจะเคยคุ้นกับความสำคัญของเมืองนี้มาบ้างในฐานะ – ร า ช ธ า นี แห่ ง ที่ ส อ ง ใ น ส มั ย อ ยุ ธ ย า – … แต่ดิฉันไม่คุ้นเลย (….. ^^”…จะถูกริบใบปริญญาคืนมั้ยนี่ ? …) …. พร้อมแล้วก็มาเริ่มทัวร์กันเลย ณ พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ค่ะ …

พ ร ะ ร า ช วั ง น า ร า ย ณ์ ร า ช นิ เว ศ น์ – ตั้งอยู่ใจกลางเมืองลพบุรีเลย หาไม่ยาก … ด้านหลังจะติดกับแม่น้ำลพบุรีพอดี …. …. ได้รับการบูรณะครั้งแรกในสมัย ร.4 เพื่อเป็นเกียรติแก่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช …มีพระที่นั่งหลายหลัง เช่น พระที่นั่งจันทรพิศาล พิมานมงกุฎ(อันนี้สร้างใหม่สมัย ร.4) และดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท เป็นต้น …อาคารส่วนใหญ่สร้างเป็นแบบศิลปะผสมผสาน ไทย – ตะวันตก – มุสลิม …. แต่ละหลังก็มีความสำคัญแตกต่างกันออกไป … ปัจจุบันอาคารเหล่านี้ได้รับการบูรณะให้เป็นอุทยานประวัติศาสตร์ และพิพิธภัณฑ์ ….- ค่ า เ ข้ า ช ม -…. คิด 30 บาท สำหรับคนไทยนะคะ ….สำหรับต่างชาติรู้สึกว่าจะแพงกว่าเล็กน้อย แต่เราจำไม่ได้ว่าเท่าไหร่ …. ^^” ….

สิ่ ง แ ร ก ที่ เ ร า จ ะ พ บ – … เมื่อเดินเข้ามาภายในอุทยานประวัติศาสตร์แห่งนี้ ก็คือ Narai’s Bath (จริง ๆ เขาไม่ได้เรียกแบบนี้ …. แต่เราเห็นมันคล้าย Roman’s Bath เป็นอย่างมาก เลยอยากช่วยตั้งชื่อให้ใหม่ 555) หรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ (มาก….) ที่ว่ากันว่า … ในสมัยนั้นเป็นที่เก็บน้ำ และจ่ายไปทั่วพระราชวังโดยใช้ท่อดินเผา … ถือว่าเป็นระบบประปาครั้งแรกของสยามประเทศเลยทีเดียว ….

ป้ า ย ชื่ อ แ ล ะคำ บ ร ร ย า ย – ….. เห็นว่าสร้างโดยวิศวกรชาวฝรั่งเศส และอิตาลี จึงเป็นหลักฐานที่สำคัญว่า ชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาติตะวันตก เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากในยุคสมเด็จพระนารายณ์มหาราชค่ะ

เดินมาอีกหน่อย บริเวณกำแพงก่อนเข้าตัวพระราชวัง จะเป็นบริเวณโรงช้าง – โรงม้า ซึ่งในปัจจุบันเขาตัดต้นไม้เป็นรูปช้างเอาไว้แทนค่ะ … น่าจะมีรูปม้าด้วยนะ … ^^….

แผนที่อาคารต่างๆ ในพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ค่ะ

เนื่องจากฟ้าเป็นใจ (ตอนอยู่บนรถตู้แอบเห็นเมฆฝน…แต่ลงมาแล้วแดดเปรี้ยงมั่กมาก …) จึงถ่ายรูปมาอย่างมากมาย …ทำให้เลือกลำบากเวลาจะนำมาลง Blog แต่ตอนนี้ตัดสินใจได้แล้วว่า แยก Outdoor กับ Indoor ก็แล้วกัน สำหรับพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์แห่งนี้ … เริ่มจากภาค Outdoor ก่อนเลย ….

ก่อนที่จะเดินเข้าไปชมตัวปราสาท เรามาดู – กำ แ พ ง – ปราสาทกันก่อนดีกว่า …. – ซึ่ ง ก็ คื อ – บริเวณก่อนจะถึงโรงช้าง – โรงม้า …ที่เขาพาราชทูต และแขกบ้านแขกเมืองมาดูช้างเผือกก่อนจะเข้าเฝ้านั่นเอง …. บริเวณหลังกำแพงนี้จะเป็นส่วนที่เรียกว่า – สิ บ ส อ ง ท้ อ ง พ ร ะ ค ลั ง – ….สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นบริเวณคลังเก็บสินค้า หรือสิ่งของสำหรับใช้รับรองแขกบ้านแขกเมือง ตามบันทึกของชาวฝรั่งเศส …เขาว่าบริเวณนี้ล้อมรอบด้วยคูน้ำ และประดับด้วยน้ำพุอย่างสวยงาม …

ดูกันชัด ๆ อีกที สำหรับกำแพง …ช่องที่กำแพงลักษณะเช่นนี้ นับเป็นลักษณะของศิลปะสมัยพระนารายณ์ เป็นช่องสำหรับวางตะเกียง หรือเทียนไขที่ทำมาจากน้ำมันข้อวัว (เขาบอกว่าเป็นเทียน แต่เรานึกภาพไม่ออกเลยแฮะ คิดว่าน่าจะเป็นแนวตะเกียงดินเผาเหมือนพวก aroma มากกว่า) เรียกว่า Pointed Ark หรือ – ช่ อ ง ต า ม ป ร ะ ที ป -…ตอนกลางคืนจะจุดไฟสว่างไสว และมีกลิ่นหอม สวยงามมาก ๆ เลยทีเดียว….

มาเยี่ยมวังทั้งที …ก็ต้องมานมัสการ…ทำความเคารพเจ้าของพระราชวังแห่งนี้กันก่อน นั่นก็คือ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช หรือ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3 กษัตรย์องค์ที่ 27 แห่งกรุงศรีอยุธยา ครองราชย์ตั้งแต่สมัย พ.ศ. 2199 – 2231 ซึ่งนับว่า เป็นยุคทองของการต่างประเทศในสมัยอยุธยา …กล่าวคือ มีการปฏิสัมพันธ์กับชาวต่างชาติมากที่สุดก็ว่าได้ มีทั้งวิศวกรที่สร้างระบบประปาดังที่เราเพิ่งจะพูดถึงไป สถาปนิคสร้างสรรค์สถาปัตยกรรม ศิลปิน พ่อค้าแม่ค้า นักการทูต แขกบ้านแขกเมือง และเสนาบดีจำนวนมากเป็นชาวต่างชาติ ….และพระที่นั่งหลังนี้ — ก็เป็นที่ ๆ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงออกมาพบปะกับประชาชนในสมัยนั้นค่ะ (เดาว่าน่าจะคล้าย ๆ ออกมหาสมาคมนะคะ) ….



ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสมเด็จพระนารายณ์มหาราช : http://th.wikipedia.org/wiki/สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

พ ร ะ ที่ นั่ง ดุ สิ ต สว ร ร ค์ ธั ญ ญ ม ห าป ร า ส า ท — คือชื่อของพระที่นั่งนี้ค่ะ เป็นที่ ๆ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จออกพบคณะทูต และราชอาคันตุกะต่างประเทศ… – ส มั ย ก่ อ น – …หลังคาจะเป็นยอดมหาปราสาทค่ะ และมีช่องเสด็จออกอยู่ชั้นบน …สังเกตุจากช่องที่กำแพงซึ่งน่าจะเป็นช่องสอดไม้กระดาน และน่าจะมีบันไดพาดสำหรับขึ้นไปอีกที ตรงกลางก่อนช่องที่เสด็จออกนั้นคาดว่าน่าจะจัดไว้เพื่อเป็นห้องแต่งตัว วางเครื่องทรง และเครื่องราชกกุธภัณฑ์ต่าง ๆ ส่วนด้านล่างจะเป็นที่อยู่ของมหาดเล็กที่คอยให้การอารักขาค่ะ



ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ : http://www.goldcoin456.com/articles/533852/igetweb-เบญจราชกกุธภัณฑ์.htm

ช่องทางนี้อยู่ด้านล่างของพระที่นั่งค่ะ ….- ว่ า กั น ว่ า – เป็นทางเข้าสำหรับบรรดามหาดเล็กทั้งหลาย… ปัจจุบันจะเห็นว่าปิดไว้ คือเดินเข้าไปแบบธรรมดา ๆ ก็ได้น่ะ… ไม่ต้องมุดรูกันแล้ว ….

สมมุติว่าตัวเราเป็นผู้เข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์ฯ ในสมัยก่อนนู้น …. เราก็จะยืนมองอยู่แถว ๆ นี้ค่ะ …- ส มั ย นั้ น – … (ตามที่ผู้บรรยายบอกมา) พระที่นั่งนี้จะตกแต่งด้วยกระจกเงาและกระจกสีที่สั่งมาจาก Paris ทั้งหมด รวมทั้งภายในประกอบไปด้วย Chandeliers จากฝรั่งเศสทั้งหมดเช่นกัน …. ฐานะของพระที่นั่งแห่งนี้นับว่ายิ่งใหญ่ไม่แพ้ที่อยุธยา เพราะเป็นที่เข้าเฝ้าของราชทูต เพียงแต่ไม่ได้ใช้เป็นที่ว่าราชการเท่านั้นเอง

ด้านหลังของพระที่นั่งดุสิตฯ …จะเป็นส่วนของพระราชฐานชั้นใน ซึ่งเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนารายณ์ ฯ เรียกว่า – พ ร ะ ที่ นั่ ง สุ ธ า ส ว ร ร ย์ – … ปัจจุบันเหลืออยู่แค่นี้ เนื่องจากอยู่ใกล้กับแม่น้ำ เลยถูกทุบเอาอิฐไปสร้างกรุงเทพฯ หมด สมัยที่ ร. 1 สถาปนากรุงเทพฯ ใหม่ ๆ และต้องการสร้างสถาปัตยกรรมต่าง ๆ มากมายให้สมกับเป็นเมืองหลวง และ (อ้างว่า) เผาอิฐไม่ทัน …. ก็เลยต้องมาเอาไปจากหัวเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะเมืองที่อยู่ติดแม่น้ำ เพราะขนย้ายทางน้ำสะดวกดี ….- แ ต่ ก่ อ น นี้ – … เขา(วิทยากร)ว่าสวยมาก มีคูน้ำ และน้ำพุ หรือที่สมัยนั้นเรียกว่า – น้ำ ดั้ น – (บันทึกฝรั่งเรียก Fountains) อยู่รายรอบ …พร้อมด้วยต้นไม้ต่าง ๆ ที่มีกลิ่นหอม …



พระที่นั่งแห่งนี้เอง…ที่เป็นที่เสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนารายณ์ ฯ เมื่อพระเพทราชาทำการปฏิวัติ — โดยทำการสำเร็จโทษคนใกล้ชิดของพระนารายณ์คือ – พ ร ะ ปี่ – ก่อน …แล้วจึงทำการสำเร็จโทษพระนารายณ์ต่อ … – ต า ม ตำ น า น เ ข า ว่ า – … … สาเหตุที่สมเด็จพระนารายณ์ฯ สวรรคต เนื่องจากถูกวางยาให้อ่อนแอลงทีละน้อย ช่วงปลายรัชกาลจึงไม่ออกว่าราชการเลย ….บรรทมอยู่ ณ พระที่นั่งนี้ตลอด จนถูกปลงพระชนม์นั่นแล….

คณะผู้เดินทางขอเสนอหน้าหน่อย… ^^… – สำหรับผู้ที่ต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมที่ละเอียดกว่าที่เราเล่า (เท่าที่พอจะแกะลายมือของตัวเองเองออก 555) – …ขอเชิญอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่http://th.wikipedia.org/wiki/พระนารายณ์ราชนิเวศน์ ก่อนที่เราจะเข้าไปเยี่ยมชมส่วนของพิพิธภัณฑ์กันค่ะ

%d bloggers like this: