Hongkong Trip 2018 (3) : Tsui Wah

อย่างที่บอกว่ามาฮ่องกงช่วงพายุเข้าพอดี ดังนั้นจึงมีวันนึงที่ต้องอยู่ในห้องพักที่โรงแรมทั้งวันเลยค่ะ เพราะพายุแรงมาก ออกไปไหนไม่ได้ โชคดีที่พออีกวัน พายุก็สงบ ไม่มีฝนด้วยแต่ฟ้าออกจะครึ้ม ๆ หน่อย ระบบขนส่งมวลชนมีที่ขัดข้องบ้างนิดหน่อยช่วงเช้า พอช่วงสาย ๆ บ่าย ๆ ก็เป็นปกติเกือบทั้งหมดแล้วค่ะ

ออกเดินทางไปเที่ยวเก็บตกกันเล็กๆ น้อยๆ

เด็ก ๆ อยากเดินขึ้นบันไดกันเอง

ท้องฟ้ายังครึ้ม ๆ

นักท่องเที่ยวมากันประปราย

เมื่อเข้าไปใกล้ ๆ ก็พบว่า…..

เพราะผลกระทบจากพายุเมื่อวาน ทำให้ต้นไม้แถว ๆ ริมถนน และสถานที่ท่องเที่ยว สถานที่สำคัญ ๆ หลาย ๆ ที่หักโค่นลงมา ทำให้ต้องใช้เวลาในการซ่อมแซมความเสียหาย แล้วก็น่าจะไม่ปลอดภัยสำหรับการที่จะให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเยอะ ๆ ดังนั้นวัดสำคัญ ๆ ในฮ่องกงวันนี้จึงปิดหมดเลยค่ะ ไหว้ได้แต่ข้างนอกค่ะ

เด็ก ๆ ก็เดินเล่นกันด้านนอกค่ะ

…เอ่อ …นี่เดินเล่น หรือเดินแบบคะลูกสาววว ^^

คิดอะไรไม่ออกก็เข้าห้าง 555

ใน Temple Mall มีร้านดังอยู่ร้านนึง (จริง ๆ มันมีหลายสาขาแหละ ) คือร้าน Tsui Wah ที่เปิดมานานกว่า 50 ปี มีเมนูเด็ด ๆ มากมาย มีตั้งแต่อาหารเช้า ถึงอาหารเย็นเลยค่ะ ใครสนใจอยากรู้ว่ามีสาขาที่ไหนบ้าง และมีเมนูเด็ด ๆ อะไรบ้าง สามารถเข้าไปดูได้ที่นี่เลยค่า http://www.tsuiwah.com/business/restaurant/company_introduction/

หน้าร้านจ้า

พี่เจเจขออ่านเมนูก่อน

เมนูดูขลังทีเดียว

มาเปิดดูเมนูเด็ด ๆ กัน ^^

ชาร้อนแก้วน่ารักฝุด ๆ

ข้าวมันไก่จ้า

บะหมี่ร้อน ๆ

เกี๊ยวกุ้งค่า ^^

รสชาติถือว่าอร่อยได้มาตรฐาน ใครมาฮ่องกง ลองหาทานดูนะคะ ^^

Advertisements

Hong Kong Trip 2018 (2) : Dim Sum Icon

เนื่องจากคราวที่ไปฮ่องกงกับลูกเล็กถึง 2 คน ซึ่งคราวที่แล้วเจเจก็ได้สร้างวีรกรรมหลับตลอดทริปให้พ่อกับแม่ผลัดกันแบกมาแล้ว คราวนี้มีมาถึง 2 คน เลยไม่อยากวางแผนอะไรมาก บอกคุณสามีว่าเอาเป็นทริปกินแล้วกัน สบาย ๆ ลูกหลับจะได้วาง (5555) แต่เอาเข้าจริง พอพายุเข้า ก็ไม่ค่อยได้กินเท่าไหร่ เพราะร้านส่วนใหญ่จะปิด มีร้านนี้ที่ได้ไปตามที่ตั้งใจ คือร้านยอดฮิต Dim Sum Icon พิกัดร้านอยู่บนห้างชื่อ The One ค่ะ Shop L308 ชั้น 3 (แต่เอาจริง ๆ มันคือชั้น 5 นะ เพราะมี Underground กับ ground floor อีกอะ ) ห้างตั้งอยู่เลขที่ 100 Nathan Road, Tsim Sha Tsui, Hong Kong ค่ะ ร้านเปิด 11.00 – 23.00 น. เลย

ขึ้นบันไดเลื่อนมาก็เจอร้านเลยค่ะ

จุดเด่นของร้านนี้คือจะมีติ่มซำที่เปลี่ยน Theme ไปเรื่อยๆ ทำให้คนที่เคยมาแล้วก็กับมาอีกรอบได้ ซึ่งตอนที่มาฮ่องกงคราวที่แล้ว เราก็ไม่ได้มาร้านนี้แต่อย่างใด (555) สำหรับช่วงนี้เป็น Theme Sailor Moon การ์ตูนขวัญใจเด็กยุค 90 (ใช่หรือเปล่าหว่า 555) เอาเป็นว่าอิแม่รู้จัก แต่สำหรับเจเจ – จ๊ะจ๋า เหมือนจะยังไม่ถึงวัย และช่องการ์ตูนที่ดูอยู่เป็นประจำ (— อันนี้ต้องขออภัยคุณพ่อ คุณแม่ และจิตแพทย์เด็กทั้งหลายที่ต่อต้านและปฏิเสธหน้าจอและเสียงรบกวนเด็กทุกชนิดด้วย คือเราค้นพบว่าตัวเองเป็นคนที่เป็นคนที่เลี้ยงเด็กแล้วจะเครียดมากถ้าวัน ๆ ได้ยินแต่เสียงลูกร้องไห้กับเสียงตัวเอง ….รู้สึกว่าจะพาลเป็นบ้าและอาละวาดกับคนรอบข้าง ซึ่งน่าจะเป็นผลเสียกับลูกและสามีเหมือนกัน เลยจำเป็นต้องเปิดทีวีขณะเลี้ยงลูก เปิดทั้ง 2 คนเลย ไม่แน่ใจว่าจะเกิดผลกระทบอะไรกับลูกบ้าง แต่ที่แน่ ๆ คือขณะนี้ทั้งสองคนยังมีชีวิตรอดปลอดภัยดี ไม่มีร่องรอยการบาดเจ็บจากการถูกอิแม่กระโดดกัดค่ะ ^^”)

มาตอนใกล้ ๆ 2 ทุ่มละค่ะ คนเยอะเหมือนกัน

มีที่นั่งโซฟาด้วย แต่คนนั่งเต็ม เราก็เลยนั่งด้านในกันแทนค่ะ เป็นโต๊ะธรรมดา

มาดูเมนูอันแสนสวยงามกันก่อน นี่เครื่องดื่ม

น่ากินไปหมด!

ของหวานแบบอุ่นๆ

ขนมหวานน่าทานมว้าก!

ติ๊กสั่งในนี้ได้เลยค่ะ

ระหว่างรอ มีของที่ระลึกมาแจกก่อน

อุปกรณ์บนโต๊ะค่ะ

มาแล้ว ๆ

ว้าวๆ

หน้าตาดีมาก

ป้ายที่ปักมา เราสามารถเก็บเป็นที่ระลึกได้ค่ะ

ดูกันชัดๆ

ถูกใจคนรัก Sailor Moon มว้าก ^^

เครื่องดื่ม มีความคิ้วท์

อันนี้ไม่ใช่ Sailor Moon แต่เจเจอยากจะลองเลยสั่งมาลองด้วย ตัวม้า Unicorn เอากลับบ้านได้ค่ะ

ส่วนเรื่องถ่ายรูปนั้น พี่เจเจไม่สู้ มีแต่น้องจ๊ะจ๋าถ่ายรูปกับมี้ค่ะ

มี Standy ให้ถ่ายรูปพอสมควรเลย ^^

— ค่ า เ สี ย ห า ย สำ ห รั บ มื้ อ นี้ — พอสมควรเลย 555 ปลอบใจตัวเองว่านาน ๆ มาที และพอจบทริป (ที่ใช้เวลาอยู่ในโรงแรมเยอะมาก เนื่องจากพายุเข้า) ก็คิดว่าคุ้มแล้วที่สั่งมา คือรสชาติถือว่าดีเลย ไม่มีจานไหนที่ไม่อร่อย เด็ก ๆ ชื่นชอบเป็นอย่างมาก ส่วนเรื่องความสวยงามก็จัดเต็ม ใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้เซเลอร์มูน น่าจะชอบมาก ใครสนใจ ตอนนี้เราเข้าไปดูในเพจของทางร้าน ก็ยังเป็นเซเลอร์มูนอยู่ ไม่รู้ว่าเขาจะเปลี่ยนรูปแบบเมื่อไหร่ ยังไง ติดตามกันเองแล้วกันนะคะ ที่ https://www.facebook.com/DIMSUMICON/ จ้า

Hongkong 2018 Trip (1)

ไชโยโห่ฮิ้ววว ! อิ๊ว…อิ๊ว… ^^ … ในที่สุดเจเจก็ปิดเทอมแล้วว ถึงแม้ว่าในส่วนของเจเจจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมาก ปิดมาไปเนอร์สกับน้องจ๊ะจ๋าได้แค่ 3 วัน ก็ต้องไปเรียนพิเศษช่วงปิดเทอมที่ รร. เหมือนเดิม เพราะพ่อแม่ต้องไปทำงาน ที่บ้านไม่มีคนอยู่เลี้ยง ครั้นจะส่งไปเนอร์สกับน้องจ๊ะจ๋าตลอด ก็กลัวว่าเจเจจะเบื่อ เนื่องจากมีแต่เด็กเล็ก ๆ ถึงแม้ว่า 3 วันที่ไปกับน้องจ๊ะจ๋า เจเจจะชอบมาก เพราะได้นอนกลางวันเยอะดี ของกินก็เยอะ หนังสือหนังหาก็ไม่ต้องเรียน ไม่ต้องเขียนอะไรเลย …555… แต่มี้ก็คิดว่าส่งไป รร. ดีกว่า จะได้คบหากับเพื่อนวัยเดียวกันบ้าง ….ในส่วนของผลสอบก็ …อย่าพูดเลยจะดีกว่า… ^^” …อ้าว ..ว … เอาเป็นว่าปิดเทอมแล้ว รถไม่ติด …ไม่แน่ใจว่าที่อื่นต่างกันมากแค่ไหน แต่ที่ทำงานมี้นี่ต่างกันมากอย่างน่าประหลาดใจ ทั้ง ๆ ที่ก็รู้สึกว่า รร. แถวนี้ มันไม่ได้มีเยอะขนาดนั้น(…รึเปล่า?) พาเจเจ – จ๊ะจ๋า ไปเที่ยวกันดีกว่า ….เย้ !

คราวนี้เราพาเจเจ – จ๊ะจ๋า มาฉลองปิดเทอมไกลมากเป็นพิเศษ เพระาว่าจองตั๋วล่วงหน้าไว้นาน จะพาน้องจ๊ะจ๋ามาไหว้เจ้าแม่กวนอิมที่ฮ่องกง เนื่องจากนางเป็นเด็กน้อยที่ขอจากเจ้าแม่ เค้าว่าพามาไหว้ แล้วจะเป็นเด็กเรียบร้อยน่ารักขึ้น (….แต่หลังจากกลับมาแล้วก็พบว่าไม่ค่อยช่วยเท่าไหร่ 555) ที่สำคัญก็คือ ถ้านางอายุเกินกว่า 2 ขวบ แล้วจะไม่ได้จ่ายค่าตั๋วในราคา Baby แล้ว ก็เลยต้องรีบพามาค่ะ

เรามาถึงฮ่องกงในช่วงที่เค้าว่าพายุจะเข้าพอดี แต่วันแรกที่มาถึง พายุยังไม่มา พ่อเจเจก็เลยตัดสินใจว่าพาไปไหว้เจ้าแม่ตั้งแต่วันแรกเลยแล้วกัน อากาศแจ่มใสแดดดีมาก พี่เจเจกำลังรอรถบัสที่จะพาไปโรงแรม

Check in เก็บของกันก่อนค่ะ

เสร็จแล้วก็พุ่งตรงมาขึ้นรถบัสเลย

หน้าตาคนจะไปไหว้เจ้าแม่

ถึงแล้วค่ะ Repulse Bay

นี่คือองค์พระสังกัจจาย ที่เราได้ขอน้องจ๊ะจ๋ามา

ถ้าจำไม่ผิด น่าจะคนนี้ 555

เจ้าแม่กวนอิมของน้องจ๊ะจ๋า

น้องจ๊ะจ๋าหลับมาตลอดทาง เพิ่งตื่น 555

วิวทะเลยามเย็นดูสวยงาม

….รู้สึกตัวอีกที…ลูกหาย !! 5555 แต่ตอนนั้นไม่ค่อยขำ …. คือหันมาอีกที พี่เจเจหายไปเลย ! ต้องช่วยกันตามหา มี้ต้องพาน้องจ๊ะจ๋ามานั่งที่ม้านั่ง ให้คุณพ่อตามหาพี่เจเจ ซึ่งโชคดีมากที่ฮีทิ้งรองเท้าไว้ให้ดูต่างหน้า ทำให้รู้ว่าฮีวิ่งลงชายหาดไปเรียบร้อย 555 โชคดีที่เตรียมเสื้อมาเปลี่ยน แต่ไม่มีกางกาง ทำให้ต้องเดินทางกลับเลยทันทีค่ะ ^^”

เจเจน้อยตะลุย Hong Kong (5)

ปิดท้ายด้วยเรื่องอาหารการกินในฮ่องกงกันดีกว่า มาเที่ยวกับคุณเจเจ กินอะไรส่วนใหญ่แล้วก็ต้องตามใจเด็กน้อย หรือไม่ก็เลือกร้านที่เด็กทานสะดวกเป็นหลัก รสชาติ หรือจะเป็นอาหารสัญชาติไหนนั้นค่อยว่ากันทีหลัง ดังนั้นก็เลยไม่ค่อยจะได้ไปตามร้านที่รีวิวเที่ยวฮ่องกงทั้งหลายเค้าแนะนำซักเท่าไหร่ …. ^^”…. แต่ร้านนี้พอดีเป็นทางผ่านระหว่าง shopping แถว Causeway Bay ก็เลยได้แวะค่ะ

ชื่อร้าน Goldfinch Restaurant เป็นร้านที่เป็นฉากถ่ายทำเรื่อง In the Mood for Love ของ Wong Kar Wai ซึ่งเราก็ไม่เคยดูเรื่องนี้หรอก (555) พอดีไม่ใช่คอหนังฮ่องกง ใครสนใจอยากรู้ว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง สามารถไปหาอ่านได้ที่ http://www.imdb.com/title/tt0118694/?ref_=ttpl_pl_tt

เมนูจ้า

ร้านนี้จะมีบรรยากาศของฮ่องกง ประมาณ ค.ศ. 1960s ซึ่งเป็นฉากของหนังที่ว่าค่ะ เนื่องจากน่าจะมีคนตามรอยมาทานกันเยอะ ทางร้านก็เลยมีเมนูของ In the Mood for Love ให้ซะเลย ซึ่งก็เป็นเมนูที่พระเอก กับนางเอกนั่งทาน Dinner กัน ใครที่สนใจว่าเมนูอาหารชื่ออะไรบ้าง และอ่านจากภาพนี้ไม่ออก ตามไปดูได้ที่นี่เลย http://www.wkw-inthemoodforlove.com/kitchen/rest1.asp

บรรยากาศในร้าน

ฉากจากหนังเรื่อง In the Mood for Love ในร้านค่ะ

เริ่มจากขนมปังก่อนเลย

Today’s soup เป็นซุปข้าวโพดค่ะ

หอยแมลงภู่อบเนย ตัวโตเชียว

Lobster อบเนย ตัวโตทีเดียว อันนี้ตามหนังจะเป็นเสต็ก แต่เรากลัวคุณเจเจทานด้วยไม่ได้ เลยเลือกมาเป็นแบบนี้ดีกว่า ตักทานง่ายดีค่ะ ผ่าซีกมาแล้วเรียบร้อย ไม่ต้องแงะ ไม่ต้องแกะอะไรเลย รสชาติกลมกล่อมมาก ๆ ไม่ต้องปรุงเพิ่มเลย

ของหวาน เยลลี่นมสด

ปิดท้ายด้วยกาแฟตามเรื่อง

เ ล็ ก ๆ น้ อ ย ๆ กั บ เ รื่ อ ง กิ น ๆ ใ น ฮ่ อ ง ก ง – เค้าว่ามีทาร์ตไข่อร่อยแถว Causeway Bay นี่แหละ แต่เราหาร้านไม่เจอ คุณเจเจก็เผอิญหลับได้จังหวะ ขณะกำลังเดินหาร้านพอดี (อุ้มๆ หันมาดู …อ้าว หลับซะแล้ว ^^”)เลยซื้อร้านอะไรก็ได้แถวนั้นมา รสชาติก็โอเคนะคะ ไม่หวานเจี๊ยบเหมือนทาร์ตไข่หลาย ๆ ร้านที่ขายกันแถว ๆ นี้ ทานกับชาร้อน ๆ อร่อยดี

ต่อด้วย – ติ่ ม ซำ – อันนี้ก็ได้ข่าวว่าอร่อย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทานร้านไหนดี สุดท้ายก็เลยได้ทานแค่ติ่มซำ Food court 555 แต่เราว่าติ่มซำในไทย ก็น่าจะรสชาติไม่แพ้ในฮ่องกงนะ เห็นเค้าว่ามีร้านระดับมิชลินสตาร์มาเปิดใน กทม. ด้วย แต่ตอนนี้คนยังเยอะอยู่ ไว้คนซาก่อน ค่อยหาโอกาสไปทาน น่าจะราคาย่อมเยากว่ามาถึงฮ่องกงอีกรอบแน่นอน (อย่างน้อยก็ไม่เสียค่าเครื่องบิน กะค่าโรงแรม)

และถ้าใครต้องการของฝากท่านผู้ชมทางบ้าน ก็ไม่ควรพลาด – ห มู แ ผ่ น – ร้าน Bee Cheng Hiang ที่เรารู้สึกว่าเหมือนร้านหมูแผ่นที่สิงคโปร์เลย พอมาดูใน web ก็พบว่ามันคือร้าน Brand เดียวกันนั่นเอง ตอนเราไปสิงคโปร์ ก็มีคนแนะนำให้ซื้อเหมือนกัน เอาเป็นว่ามันคือของฝากแนะนำจากทั้ง 2 ที่เลย Web site ของร้าน ตามนี้ค่ะ http://www.bch.hk/

หน้าร้าน มีให้ชิมนะคะ ลองชิมก่อนได้

ซื้อมาแล้วจ้า

หน้าตาเมื่อแกะห่อแล้ว เป็นแบบนี้ค่ะ

เจเจน้อยตะลุย Hong Kong (4)

ไหว้พระกันยังไม่จบ …ขอต่ออีกวันกับ Repulse Bay ณ ชายทะเลของฮ่องกงค่ะ… – ก า ร เ ดิ น ท า ง – … ด้วยรถไฟใต้ดินเช่นเคย ลงที่สถานที Central เพื่อมาต่อ Bus ที่อาคาร Exchange Square นั่งรถ No.6,6A, 6X หรือ 260 ก็ได้ นั่งชิลๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก ซักครึ่ง ชม. (คุณเจเจหลับปุ๋ยตามเคย 555) ลองสังเกตดูระหว่างทาง จะมีภูเขาที่มีรูปมังกรอยู่บนเขาอย่างนี้ด้วย

พอเห็นตึกนี้ ก็ลงได้ละ

เดินลงมาชายหาด เจอสวนน่ารัก ๆ แบบนี้

ลงมาเจอชายหาด Repulse Bay สวยงาม

เดินเลียบชายทะเลมาทางซ้าย ประมาณ 300 เมตร ก็จะเจอศาลเจ้าแม่กวนอิมค่ะ

เดินเข้าไปภายใน เจอเจ้าแม่องค์เด่นสวยงาม

บรรยากาศศาล ด้านบนเป็นส่วนเฉพาะสมาชิกถึงจะเข้าไปได้ค่ะ

คุณเจเจทำบุญหน่อย

ด้านล่าง มีรูปปั้นไฉ่ชิงเอี๊ย ที่เค้าว่าเอาแบงค์ไปลูบแล้วจะร่ำรวย

และรูปปั้นพระสังกัจจาย ที่คนนิยมมาขอลูกกัน ก็อยู่ตรงนี้ด้วยค่ะ องค์เล็กนิดเดียว มีเด็กน้อยอยู่มากมาย อยากได้คนไหน เพศอะไร เค้าว่าให้ลูบที่ตัวเด็กคนนั้นได้เลยค่ะ

คุณเจเจก็ลูบไปเรื่อย ^^”

เดินเข้ามาข้างใน มีลานเทพเจ้าต่าง ๆ มากมาย

อีกมุมนึงค่ะ

ฉากหลังเป็นท้องทะเลสวยงาม

แพะ 3 ตัว

ขอถ่ายภาพครอบครัวหน่อย

อากาศร้อนจัด ลูกชายไม่ค่อยให้ความร่วมมือ ^^”

ไหว้เสร็จ เลยแวะทานไอติมซะหน่อยดีกว่า

เอียงแก้วให้เห็นชัดๆ

เด็กน้อยได้ไอติมก็สดชื่น…สดใสละ

เจเจน้อยตะลุย Hong Kong (3)

เช้าวันต่อมาเป็นทัวร์ไหว้พระค่ะ เริ่มต้นที่วัด Che Kung หรือวัดกังหันอันโด่งดัง เดินทางด้วยรถไฟใต้ดินเช่นเคย สำหรับเส้นทางและแผนที่นั้น สามารถตรวจสอบได้ตามนี้เลยค่ะ http://www.discoverhongkong.com/ca/see-do/culture-heritage/chinese-temples/che-kung-temple-at-sha-tin.jsp กำแพงวัดเป็นสีแดง หลังคาสีเขียว เหมือนจะหาไม่ยาก แต่มองจากไกล ๆ ก็ยากพอสมควร เพราะสีของหลังคาจะกลืนกับสีของต้นไม้เลยค่ะ

ทางเข้าวัดค่ะ

เครื่องรางต่างๆ ขายหน้าวัด

ภายในวัดค่ะ

รูปปั้นต่าง ๆ

สักการะเทพเจ้า

คุณเจเจ เคาะกลองเพื่อความเป็นสิริมงคล

หมุนกังหัน เพื่อความเป็นสิริมงคลอีกเช่นกัน เค้าว่ามาวัดนี้แล้วต้องหมุนกังหัน จะเป็นการพัดพาโชคดีมาสู่ตัวเรา แต่หมุนซ้าย หรือหมุนขวา นี่ไม่แน่ใจเหมือนกัน เท่าที่ดูคุณเจเจก็หมุนมั่วซั่วเลย ^^”

ต่อจากวัดแชกุง เราเดินทางไปยังวัดหวัง ไต้ ซิน หรือ Sik Sik Yuan Wong Tai Sin Temple กันค่ะ เขาว่าเป็นวัดที่ขออะไรแล้วจะได้สมปรารถนา เซียมซีก็แม่นด้วย ว่าแล้วก็เดินทางมากันเลยดีกว่า เช็คเส้นทางได้ตามนี้เลยค่ะ http://www.discoverhongkong.com/uk/see-do/highlight-attractions/top-10/sik-sik-yuen-wong-tai-sin-temple.jsp ขึ้นจากรถไฟใต้ดินมา ก็เห็นหลังคาวัดเลย

เดินขึ้นมาละ

ทางเข้าวัด

ในวัดกว้างใหญ่

แวะถ่ายภาพกับเทพเจ้าประจำปีนักษัตรต่างๆ หน่อย

คนเสี่ยงเซียมซีเยอะมากๆ

คุณเจเจไหว้พระหน่อย ^^

เซียมซีที่นี่เค้าว่าแม่น เราก็เลยลองเสี่ยงดู และให้คุณเจเจเสี่ยงด้วย แต่ดูเหมือนเด็กน้อยจะยังไม่เข้าใจว่าต้องทำอย่างไร ^^” …เลยจำเป็นต้องให้เลือกเอาเลยแบบนี้ เสี่ยงเสร็จว่าจะดูความหมายซักหน่อย แต่ดันหาไม่เจอว่าอยู่ตรงไหนซะงั้น …^^”…- สำหรับท่านที่ต้องการรู้ความหมายของเซียมซี – …ถ้าท่านหาเจอว่ามันอยู่ตรงไหนก็แล้วไป แต่ถ้าหาไม่เจออย่างเรา แนะนำให้จำตัวเลขมา และเข้า website ของวัด ที่ http://www.siksikyuen.org.hk/public/charm/search ใส่ตัวเลขลงไปเลย Paragraph แรก จะเป็นกลอน Paragraph 2 จะเป็นโชคชะตาโดยรวม และ Paragraph สุดท้าย จะเป็นการตอบคำถามที่เราถามไปค่ะ … แต่แม่นมั้ยนี่เราไม่กล้า confirm เนื่องจากเราไม่ได้ถามคำถามอะไรเป็นพิเศษค่ะ สำหรับอันที่เราจับได้ก็กลาง ๆ

ถ่ายรูปครอบครัวตามระเบียบหน่อยจ้า ^^

พักเหนื่อยซักเล็กน้อย …แล้วก็เดินทางต่อกันเพื่อไปยัง Victoria Peak หรือ Mount Austin ซึ่งเป็นภูเขาที่อยู่กลางเกาะฮ่องกงค่ะ การเดินทางขึ้นไปนั้นสามารถนั่งรถไฟขึ้นไปได้ หรือจะเดินขึ้นก็ได้แต่น่าจะยากลำบากพอสมควร สำหรับเราแค่เดินหาทางขึ้น Tram ก็ลำบากละ …^^”….ใครอยากตามรอยไปบ้าง ดูรายละเอียด และจองตั๋วล่วงหน้าได้ที่นี่เลย https://www.thepeak.com.hk/en/6_1.asp ถ้าใครไม่ชอบอ่านภาษาอังกฤษ พวกเว็ปท่องเที่ยวฮ่องกงทั้งหลายของไทยก็มีให้จองนะ

ถ้าไม่ได้จองตั๋วมาก่อน จะต้องต่อแถวยาวมาก ข้ามมาอีกฝั่งถนนกันเลยทีเดียว แต่เราจองตั๋วมาก่อน (คุณแฟนจอง) เขาก็ให้มาต่อคิวเหมือนกัน ไม่รู้ทำไม แต่ต่อก็ต่อ รอประมาณครึ่ง ชม. ถึงได้ข้ามถนนไปที่จุดขึ้นรถไฟ

คนเยอะได้อีก

ทางที่รถไฟจะลงมา

ระหว่างรอ ดูภาพศิลปะของเด็กๆ ไปพลางๆ

รถไฟมาละ

ลงจากรถไฟมา ยังสามารถขึ้นไปบนตึกได้อีก เพื่อสัมผัสวิวยอดตึก ซึ่งจะเป็นจุดที่สูงที่สุดของเกาะฮ่องกงจริง ๆ

ในตึก มีร้านค้า และพิพิธภัณฑ์เล็กๆ

ขึ้นมาถึงแล้ว เย้ !

Landmark สำหรับลงชื่อ

นี่ก็ Landmark อีกอัน

ถ่ายรูป ๆ ^^

คุณเจเจขอลงเดินหน่อย

คุณพ่อพาส่องกล้อง

ข้างบนมีห้างให้เดินเล่น

ว่าแล้วก็ชวนกันลงมาก่อนค่ำ (ไปกว่านี้) เนื่องจากตอนขึ้นคนเยอะมาก ตอนลงก็คิดว่าคนน่าจะเยอะพอ ๆ กัน ก็เลยคิดว่าลงมาหาอะไรทานข้างล่างดีกว่าค่ะ

เจเจน้อยตะลุย Hong Kong (2)

กลับจาก Disneyland (ซึ่งไม่ได้เข้า) เราเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินมาที่กระเช้านองปิง (Ngong Ping) เพื่อไปเที่ยว Lantau Island กันค่ะ อันนี้คุณแฟนจองตั๋วมาแล้วล่วงหน้า ใครสนใจเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://www.np360.com.hk/en/about-np360/index.htmlเลยนะคะ

ทางขึ้นไปสู่กระเช้า

คุณเจเจหน้าตางง ๆ เพราะเป็นเวลานอนเช้า

ตั๋วพร้อม!!!

กระเช้าจะมี 2 แบบ คือแบบ Crystal ใสปิ๊ง… มองเห็นวิวรอบข้างได้ชัดเจน และพื้นก็ใสด้วย กับแบบ Standard ที่มองด้านข้างจากกระจกได้เหมือนกัน แต่พื้นไม่ใส คุณแฟนถามเหมือนกันว่าอยากได้แบบไหน เราเลือกเป็นแบบ Standard เพราะคิดว่ามองวิวจากกระจกก็พอละ ไม่ได้อยากรู้ว่าใต้ฝ่าเท้ามีอะไรบ้าง

และคิดว่าน่าจะตัดสินใจถูกต้อง เพราะคุณเจเจขึ้นกระเช้าปุ๊บ ก็หลับปุ๋ยในทันที

กระเช้าเดินทาง ท่ามกลางสายหมอกยาวเช้า

มาถึงแร้ว !

ตอนที่ขึ้นกระเช้า ทั้งขาไป และขากลับ เค้าจะมาถ่ายรูปเราค่ะ ซึ่งรูปส่วนใหญ่ก็จะออกมาสวยงามดี (แต่คุณเจเจหลับปุ๋ยเลย เราเลยไม่ได้ซื้อ) จะนำมาขายใน 2 รูปแบบ ก็คือใส่กรอบเรียบร้อย กับใส่ไว้ในของที่ระลึกที่เป็น snow globe มาให้ ซึ่งราคาแพงมาก (300++ HKD) สำหรับเราคิดว่าแพงเกินไปหน่อย เลยไม่ได้ซื้อ (ถ้าซักไม่เกิน 100 HKD อาจจะซื้อ)

มาถึงแล้ว คุณเจเจยังคงหลับปุ๋ย

มุมถ่ายรูปน่ารัก ๆ

ร้านน่ารัก ๆ มากมาย

บรรยากาศขมุกขมัวเล็กน้อย เหมือนฝนจะตก

ว่าแล้ว ก็แวะพักใน Starbucks กันก่อน

ฝนหยุด เจเจตื่นขึ้นมาพอดี ก็พร้อมจะเดินทางต่อแล้วค่ะ

ต้นไม้อธิษฐาน

ร้านขายของที่ระลึกน่ารักๆ

ลานแสดงกระเช้านานาชาติ

พาคุณเจเจมาถ่ายรูปกับกระเช้าหน่อย

มาถึงที่นี่แล้ว ก็ต้องไปไหว้พระใหญ่ Tian Tan Buddha Statue ซึ่งเรามองเห็นตั้งแต่ระยะไกล ตั้งแต่อยู่บนกระเช้าแล้วค่ะ ทางเดินไปค่อนข้างไกลพอสมควร แต่เห็นคนเดินกันเยอะแยะ มาถึงที่แล้ว จะไม่แวะก็ใช่ที่ ดังนั้นก็ลุยเลยค่ะ

ประตูทางเข้าค่ะ

ทางเดินขึ้นไปไหว้พระ

ใกล้แร้น

เนื่องจากขากลับลงมานี่คุณเจเจตื่นแล้ว เลยพามาถ่ายรูปเล่นซะหน่อย

และแวะหมุนวงล้อโชคดี ตรงสะพานด้วย

หลังจากแวะทานอาหารกลางวันเล็กน้อยที่ Food Republic (ขอไม่พูดถึง เพราะไม่มีอะไรพิเศษค่ะ เป็นเหมือน Food court ในห้างธรรมดา ๆ พอดีฝนมันจะตก เลยจำเป็นต้องหาที่หลบฝนด่วนๆ ^^”) และเดินห้างรอจนฝนหยุด เราก็เดินทางมาต่อที่ Avenue of Stars ซึ่งน่าจะคล้ายๆ กับที่ Hollywood สำหรับรายละเอียดการเดินทางนั้นสามารถดูได้ที่นี่เลยจ้า http://www.avenueofstars.com.hk/eng/location.asp

เมื่อเห็นสัญลักษณ์รางวัล Hong Kong Film Awards ตั้งเด่นเป็นสง่า ก็รู้ว่ามาถูกที่ละ

ขอถ่ายรูปครอบครัวหน่อยจ้า ^^

คุณเจเจดูยังงงๆ อยู่บ้าง 555

สัญลักษณ์ต่างๆ ของ Hong Kong Film Industry

หนึ่งใน Landmark สำคัญ Anita Mui

มีป้ายที่พื้นด้วย อันนี้เราสังเกตดูบางอันก็มีฝ่ามือ บางอันก็ไม่มี ดาราฮ่องกงทั้งหลายเราก็ไม่ค่อยจะรู้จักซักเท่าไหร่ (555) ใครที่สนใจอยากรู้ว่ามีใครบ้าง สามารถเข้าไปดูรายชื่อได้ที่นี่เลยค่ะ http://www.avenueofstars.com.hk/eng/avenue.asp

คุณเจเจ ขอทาบฝ่ามือหน่อย

รู้จักคนนี้คนเดียวอะ Bruce Lee

ปิดท้ายด้วยภาพวิว Victoria Habour มองจาก Avenue of Stars สักภาพ ก่อนกลับโรงแรมค่ะ