Advertisements
Tag Archive | Japan

Japan Honeymoon Trip (15) : Katsukura

มื้อสุดท้ายในญี่ปุ่น — คุณเพื่อนคนเดิมผู้เป็น guide กิตติมศักดิ์ เข้ามาจากต่างเมืองเพื่อพาเรา shopping ของฝากตระกูลขนมใน supermarket อีกครั้ง (เค้าว่าขนมใน super จะอร่อยและราคาย่อมเยากว่าที่ขายตามร้านขายของฝากทั่วไป และสนามบินค่ะ แต่พวก Kitkat รสชาเขียว และรสแปลก ๆ อย่างอื่นที่นิยมซื้อฝากกัน รู้สึกว่าจะมีขายแต่ที่สนามบินที่เดียวนะ… ^^”…) เลยมาที่ตึก Takashimaya ณ Time Square ค่ะ …. พอดีคุณแฟนรู้มาก่อนว่า ที่นี่มีร้าน Tonkatsu ชื่อดัง ตั้งอยู่ที่ชั้น 14 ก็คือร้าน Katsukura นี่เองค่ะ … ว่าแล้วก็แวะมาชิมซะหน่อยดีกว่า …

หน้าร้านค่ะ

เมนูหน้าร้านค่ะ

สนนราคา กับเมนูที่มีภาษาอังกฤษตัวเล็ก ๆ อยู่ด้านล่างค่ะ

ระหว่างรออาหารมา มาดูบนโต๊ะกันก่อนดีกว่า น้ำราดทงคัตซึมีให้เลือก 2 แบบ คือแบบธรรมดา และแบบเผ็ด ซึ่งจากที่ลองชิมดูแล้ว รู้สึกว่าแบบเผ็ดจะถูกปากคนไทยอย่างเรามากกว่า เอาเข้าจริงแล้วมันก็ไม่ได้เผ็ดซักเท่าไหร่หรอก ….

กะหล่ำปลี — เติมฟรีได้ตามชอบใจ

น้ำจิ้มค่ะ

ก่อนจะได้น้ำราดอร่อย ๆ เราก็ต้องมาทำการบดงากันก่อน

ต้องการละเอียดขนาดไหน บดได้ตามชอบใจค่ะ

ทงคัตซึร้อน ๆ มาเสริฟ์อย่างรวดเร็ว … รู้สึกจะมีให้เลือกไซส์ปกติ กับไซส์ใหญ่ค่ะ (เค้าจะเขียนบอกน้ำหนักไว้ค่ะ) อันนี้น่าจะเป็นไซส์ปกติ … ซึ่งก็นับว่าชิ้นโตอยู่ดีค่ะ …^^”…เนื้อหนานุ่มดี มีมันนิดหน่อย ทอดกรอบไม่อมน้ำมัน ทานกับข้าวร้อน ๆ อร่อยทีเดียวค่ะ

น้ำราดก็พร้อม !

มิโซะซุป –ที่มากับชุดอาหารค่ะ

Advertisements

Japan Honeymoon Trip (13) : Genki Sushi

ออกมาจากศาลเจ้าก็กะว่าจะมา shopping กันค่ะ ….^^… แต่ปรากฎว่าใกล้ ๆ จะเที่ยงแล้ว ก็เลยมาหาอะไรทานกันดีกว่า คุณแฟนอ่านรีวิวเที่ยวญี่ปุ่นมาพบว่ามีร้านซูชิสายพานแบบ Hi- Tech อยู่แถวนี้ ชื่อร้าน Genki Sushi ร้านหาไม่ยากเท่าไหร่ ใช้ Google map หาเอาก็เจอค่ะ …^^…

ความไฮเทคของร้านนี้ อยู่ตรงที่ เราสั่งอาหารเอาจากจอคอมพิวเตอร์ทั้งหมด แล้วอาหารที่เราสั่ง จะถูกส่งตามสายพานมาให้เราอย่างรวดเร็วค่ะ เรามา 2 คนกะคุณแฟน น้องพนักงานพามานั่งที่ counter ที่นั่งส่วนตัวใกล้ ๆ กัน มีจอส่วนตัวกันคนละจอแบบนี้ แต่ใครมาเป็นหมู่คณะ เค้าก็มีโต๊ะให้นั่งนะคะ

บรรยากาศในร้านค่ะ

หน้าจอ — เลือกเป็นภาษาอังกฤษได้สบายมาก

พอเรานั่งปุ๊บ น้องพนักงานจะนำถาดใส่บิลมาให้ก่อนเลย

เลือกอาหารที่ต้องการจากเมนูได้ ครั้งละ 3 เมนูค่ะ

อันนี้ตอนแรกเราไม่ทันสังเกตคืออะไร เลยสั่ง Soft Drink มาแก้วนึงไปแล้ว …เพราะเห็นว่ามันไม่มีน้ำกิน แต่จริง ๆ กระปุกนี้คือผงชาเขียวค่ะ ….- ซึ่ ง ก็ แ ป ล ว่ า -… ร้านนี้มีชาเขียวบริการฟรีนั่นเอง …..^^”….

ผงชาเขียวในกระปุกค่ะ

ใส่ผงชาเขียวความเข้มข้นตามที่ต้องการลงในถ้วยแล้ว ก็กดน้ำร้อนใส่แบบนี้เลย

เมื่อเรากดสั่งไปครบ 3 เมนูปุ๊บ…อีกไม่นานเท่าไหร่ ก็จะมีเสียงดังปิ๊บ ๆ ที่สายพาน แปลว่าอาหารเรากำลังจะมาแล้วค่ะ …และแล้ว… อาหารที่เราสั่ง ก็จะเดินทางมาถึงอยากรวดเร็ว พร้อมกับมีเสียงปิ๊บ ๆ อีกรอบ เพื่อให้เราหยิบอาหารไป หยิบแล้วอย่าลืมกดปุ่ม (ลืมถ่ายรูปปุ่มมา) ที่ด้านบนของสายพานด้วยนะคะ เพื่อให้ทางร้านทราบว่าเราหยิบอาหารไปเรียบร้อยแล้ว จะได้ดึงสายพานกลับไปค่ะ

อาหารที่เราสั่งเริ่มมาแล้วจร้า ^^

มิโซะซุป ที่เห็นในสายพานตะกี้ ^^

ความบันเทิงอีกอย่างของลูกค้าที่มาทานร้านนี้ ก็คือเมื่อสั่งครบ ทุก ๆ 1,050 เยน ทางร้านจะมีเกมให้เราเล่นผ่านหน้าจอค่ะ เป็นเกมเป่ายิ้งฉุบง่าย ๆ ซึงถ้าเราชนะเครื่อง ก็จะได้รางวัลไปค่ะ เป็นคูปองสำหรับลด 10% สำหรับมาทานในครั้งต่อไป หรือจะเลือกเป็นของที่ระลึกชิ้นเล็ก ๆ แทนก็ได้ค่ะ

เมนูซูชิที่นี่มีหลากหลายราคา ตั้งแต่ 126 – 252 เยน (สำหรับประมาณ 2 คำ) แล้วแต่ความพิเศษค่ะ

ของทอดก็มีให้สั่งนะคะ

อันนี้รู้สึกจะเป็นแบบพิเศษ ซึ่งเราจำชื่อเมนูไม่ได้แล้ว55

หน้าไข่ปลา กะแตงกวาค่ะ

ครบ 1,050 แล้ว มาเล่นเกมกัน หน้าจอเกมจะปรากฎขึ้นแบบนี้ค่ะ

เลือกค้อน กรรไกร กระดาษ ได้ตามใจ ถ้าเราชนะ หน้าจอจะเป็นแบบนี้ค่ะ

หลังจากนั้น …น้องพนักงานก็จะนำคูปองสำหรับรับรางวัลเมื่อทางเสร็จแล้วมาให้อย่างรวดเร็วทันใจ

แต่ถ้าหากว่าเราแพ้…. หน้าจอจะเป็นแบบนี้ และเราก็จะไม่ได้อะไรค่ะ….^^”…

ของหวานต่าง ๆ ก็มี แต่เราขอเป็นผลไม้ คือ สัปปะรดละกัน

ค่ า เ สี ย หา ย สำ ห รั บ มื้ อ นี้ – .. เฉพาะตัวเรา ….เนื่องจากนั่งแยกจอ และแยกบิลจากคุณแฟน …(แอบจกของเค้ากินนิดเดียวจิง ๆ ^^”…) …ประมาณ 2000 กว่าเยน (เดาได้จากที่ได้เล่นเกม 2 ครั้ง แพ้ครั้ง ชนะครั้ง) จำนวนจานประมาณนี้ค่ะ

ทีแรกเรานึกว่าคูปองลด 10 % จะใช้ได้กับอาหารมือ้นี้ … มารู้เอาตอนเช็คบิล ว่ามันต้องใช้เมื่อมากินครั้งต่อไปเท่านั้น เนื่องจากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของ Japan Honeymoon Trip ของเราแล้ว …และไม่แน่ใจว่าจะได้มาอีกเมื่อไหร่ (…เพราะไม่มีตังค์ 555) จึงเลือกมาเป็นของที่ระลึกชิ้นเล็ก ๆ อันนี้แทนค่ะ …^^…

Japan Honeymoon Trip (12) : ศาลเจ้า Meiji Jingu

วันสุดท้ายในญี่ปุ่น เรามาไหว้พระกันที่ศาลเจ้า Meiji Jingu อันเลื่องลือของญี่ปุ่นค่ะ อันที่จริงก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาเท่าไหร่หรอก อยากจะมา shopping แถวชินจูกุมากกว่า แต่ขึ้นรถไฟใต้ดินมา ก็เจอที่นี่ก่อนเลย ประกอบกับคุณเพื่อนแนะนำว่าเป็นสถานที่ ๆ ควรมา ก็เลยแวะซะหน่อย…. ขึ้นรถไฟใต้ดินมาที่สถานี Meiji Jingu เลย ขึ้นมาเจออะไรก็ไม่รู้เนี่ย….-“-…..

แต่เดินมาแป๊บเดียวก็เจอพื้นที่สีเขียว คล้ายสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ต้นไม้เยอะมาก ๆ พอเดินเข้ามาใกล้ขึ้น จึงรู้ว่า เป็นพื้นที่ของศาลเจ้า Meiji Jingu นั่นเอง …กว้างมาก ๆ เลยค่ะ …

ขอถ่ายรูปกับป้ายหน่อย

อีกซักป้าย…ซึ่งอ่านไม่ออก 555

ทางเดินเข้าไปภายในตัวศาลเจ้าค่ะ

จุดถ่ายรูปยอดนิยมบริเวณทางเดิน — ก็คือถังสาเกเหล่านี้ค่ะ

ดอกเบญจมาศสวย ๆ เหล่านี้ เห็นว่าได้รับการสนับสนุนจากสมาคมอะไรสักอย่าง

ดูกันชัดๆ .. สวยดีนะคะ ^^

มีประกวดจัดสวนญี่ปุ่นด้วยค่ะ

แผนที่ศาลเจ้าค่ะ –จะเห็นว่าอาณาเขตกว้างจริงๆ

ถ่ายรูปกะคุณแฟน ระหว่างทางเดินเข้าไปค่ะ ^^

เดินมาตั้งนาน…เพิ่งจะถึงตัวศาล… ^^”

ก่อนเข้าไปไหว้ ..ต้องชำระล้างมือและปากให้สะอาดตามสไตล์ญี่ปุ่นค่ะ

ซึ่งก็คือ …ต้องล้างมือ และบ้วนปากซะก่อน …^^

ไหว้พระก่อนเข้าตัวศาล …^^…

ประตูด้านในศาลค่ะ– เห็นดอกไม้สวยดี เลยขอถ่ายรูปซะหน่อย ^^

จุดเขียนป้ายขอพรก่อนเข้าศาลค่ะ แอบเห็นภาษาไทยอยู่หลายใบเลย ^^

เราก็ไม่ได้เขียนกับเค้าหรอก …55..แต่ขอถ่ายรูปกะคุณแฟนหน่อยละกัน

ส่วนอันนี้สำหรับเขียนขอพร และนำติดตัวเข้าไปในตัวศาลค่ะ เนื่องจากคนเยอะมากจริงจังในวันนี้ เราจึงไม่ได้เข้าไป ไหว้ขอพรอยู่ข้างนอกก็แล้วกัน แต่เค้าว่าที่นี่จะขอพรได้ดีในเรื่องของสุขภาพ ความสุข ความสำเร็จ และสันติภาพ (ถ้าจำไม่ผิด …แต่มันก็ครอบคลุมเกือบทุกด้านแล้วนะเนี่ย…แค่ขอเนื้อคู่ไม่ได้เท่านั้นเอง 555)… ใครมีโอกาสเข้าไปก็ลองดูนะคะ …^^….

ที่นี่มีจัดงานแต่งงานด้วยค่ะ ..ซึ่งวันนี้ก็มี 1 คู่ ^^

ตอนไปไม่ได้หนาวขนาดนี้ …หิมะที่เห็นตกอยู่นี่.. พี่ Google Auto Awesome จัดให้ค่ะ ^^

Japan Honeymoon Trip (11) : Raumen Museum

จากตัวเมือง Yokohama เรามุ่งหน้าไปยัง Shin-yokohama ซึ่งก็น่าจะเป็นอำเภอนึงของเมืองนี้ เพื่อไป Raumen Museum กันค่ะ ระยะทางไม่เท่าไหร่ แต่นั่งรถไฟไปดีกว่า ^^

มาถึงละค่า…ถ่ายรูปจากถนนอีกด้าน เห็นโคมไฟเป็นชามราเมนด้วย

….ก่อนเข้าซื้อบัตรกันก่อน … สนนราคาตามที่เห็นหน้าตู้ คือผู้ใหญ่บัตร 300 เยน เด็กและผู้สูงอายุ 100 เยน และถ้ามาเป็น group ก็จะมีราคาสำหรับกลุ่มตามที่เห็นค่ะ เลือกบัตรได้ตามต้องการ แล้วก็เข้าไปเลย ราคานี้ไม่รวมค่าราเมนข้างในนะจ๊ะ

ซื้อบัตรจากตู้ขายบัตร แล้วก็เดินเข้าพิพิธภัณฑ์กันเลยค่ะ

มาหยิบโบชัวร์กันก่อน ที่น่าทึ่งคือมีภาษาไทยด้วย!

เดินเข้ามาชั้น 1 จะเจอป้ายแนะนำราเมน ซึ่งมาจากภูมิภาคต่างๆ ของญี่ปุ่นอยู่ค่ะ

ชั้นบนจะเป็นส่วนของพิพิธภัณฑ์ราเมน — รวมทั้งขายสินค้าต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับราเมน สำหรับคนที่มาถึงพิพิธภัณฑ์ไว และยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ เราว่าเดินดูก่อนลงไปชั้นล่างก็ดีนะคะ เพราะว่าจะได้ทำความเข้าใจประวัติความเป็นมา รวมทั้งวิธีการทำราเมนต่าง ๆ ก่อนลงไปเจอของจริงค่ะ

ชามราเมนแบบต่าง ๆ ค่ะ

เส้นแบบต่าง ๆ และอุปกรณ์ทำราเมน มีทั้งให้ชม และขายค่ะ

ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากแป้งราเมนค่ะ

หลังจากได้ความรู้พอสมควรเกี่ยวกับเรื่องราเมนแล้ว ก็ถึงเวลามาทานของจริงกันแล้วค่ะ กับราเมนร้านดัง จากภูมิภาคต่างๆ ของญี่ปุ่น แต่ละร้านก็จะมีสไตล์แตกต่างกันออกไป อยากรู้ว่าร้านไหนเป็นอย่างไร เส้นหนา หรือเส้นบาง เป็นราเมนแบบน้ำ หรือแบบ dip ตลอดจนมีทีเด็ดอะไรน่าสนใจ มาจากภูมิภาคไหนของญี่ปุ่น เปิดมากี่ปีแล้ว etc, etc อ่านได้จากโบชัวร์ หรือถ้าอยากรู้ก่อนไป ใน website เค้าก็มีค่ะ… ดูได้ที่นี่เลย : http://www.raumen.co.jp/english/#shop

ระหว่างตัดสินใจเลือกร้าน …ขอถ่ายรูปกะคุณแฟนก่อนค่ะ ^^

ร้านที่เราเลือกเป็นร้านแรกเลย คือ Ikemen Hollywood ซึ่งเป็น Dip Raumen หรือราเมนแบบจิ้มจุ่ม ที่เปิดตัวขายใน Hollywood และโด่งดังเป็นที่นิยมมาเป็นเวลานาน ก่อนที่จะเข้ามาขายในญี่ปุ่นค่ะ

การันตีความอร่อย โดย Los Angeles Times ค่ะ

วิธีสั่งเหมือนกันทุกร้าน คือ กดปุ่มสั่งจากเครื่องที่หน้าร้าน แล้วเราจะได้คูปองมา สำหรับรอราเมนที่จะนั่งทานในร้านค่ะ บางเมนูจะมีแบบ Half size ให้ด้วยสำหรับคนที่ไม่อยากกินทั้งชามเพราะจะเยอะไป เดี๋ยวได้ชิมไม่กี่ร้าน … ซึ่งเราก็สั่ง Half size หมดเลยค่ะ แหะ แหะ ^^” แต่มันก็ไม่ Half เท่าไหร่นะ เยอะพอสมควรเหมือนกัน …– สำ ห รั บ ค น ที่ อ่ า น ภ า ษ า ญี่ ปุ่ น ไ ม่ อ อ ก เ ห มื อ น เ ร า -… ไม่ต้องกลัวว่าจะมีปัญหาเรื่องไม่รู้ว่าอันไหนเมนูไหน อันไหน Half size หรือไม่ half เพราะว่าจะมีเจ้าหน้าที่แนะนำอยู่หน้าร้านทุกร้านค่ะ ถ้าสงสัยให้ถามเค้าได้เลย

บัตรที่ออกมาจากเครื่อง หน้าตาแบบนี้ค่ะ

ส่วนราเมนนั้น…หน้าตาแบบนี้ค่า ^^

ทานละน้า ^^…(ป่าวทาน 2 ชามนะคะ …^^”…ชามข้างหน้าเป็นของคุณแฟนค่ะ)

ร้านนี้มีเกี๊ยวซ่าด้วยค่า…^^

ชิ้นมันใหญ่มากเลยนะเนี่ย…^^”

….เทียบกับหน้าบาน ๆ ของเรา ให้เห็นชัดๆ ^^

ชั้นใต้ดินที่เป็นร้านราเมนจะมี 2 ชั้นนะคะ คือ B1 กะ B2 ซึ่งร้านราเมนต่าง ๆ ก็จะมีอยู่ทั้ง 2 ชั้น ต้องไล่ดูเอาเอง ว่าร้านไหนอยู่ชั้นไหนกันบ้าง ส่วนที่เป็นชั้นB2 นอกจากร้านราเมนแล้ว จะมีร้านขายขนม และก็พวกของเล่นโบราณ (แต่เอามาทำใหม่) ต่าง ๆ ของญี่ปุ่นด้วยค่ะ

แล้วก็มีจุดถ่ายภาพน่ารัก ๆ ด้วยค่า ^^ ออกแนวเพลินวานหน่อย ๆ นะ

ส่วนชั้นล่างก็ไม่น้อยหน้า พอค่ำๆ หน่อย (แต่เราจำไม่ได้แล้วอะว่ากี่โมง) จะมีการแสดงกายกรรมด้วย โดยมีผู้แสดงคนเดียว เป็นผู้ชายค่ะ แต่ก็มีการขอความร่วมมือจากผู้ชมเป็นระยะ ๆ นะ …. ผู้ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นอย่างเรา ขออยู่ห่างๆ เวทีหน่อยละกัน เนื่องจากกลัวเค้าขอความร่วมมือแล้วไม่รู้ให้ทำอะไรง่ะ ….^^”….

…เดินไปชิมไป…ได้ประมาณ 3 -4 ร้าน ก็อิ่มแร้ว …..^^”….- ถ้ า จ ะ ถ า ม ว่ า ร้า น ไ ห น อ ร่ อ ย สุ ด – …ก็คงต้องแล้วแต่คนชอบอะค่ะ คือเราชอบร้านแรก เพราะหมูชาชูชิ้นโตดี แล้วเราไม่ค่อยได้กินราเมนแบบ dip ในเมืองไทย เลยรู้สึกว่ามันแปลกดีด้วย… แต่คุณแฟนจะชอบร้านนี้มากกว่าค่ะ ชื่อร้าน Toride และเป็น Tonkotsu pork bone ราเมน หรือราเมนต้มกระดูกหมูค่ะ

หน้าตาประมาณนี้ค่ะ (แต่อันนี้เป็นถ้วยแบ่งจากคุณแฟนค่ะ) ตอนแรกลืมสั่งใส่ไข่ เลยสั่งมาเพิ่มค่ะ

Japan Honeymoon Trip (10) : Yokohama ในสายฝน

ออกจาก Starbucks ฝนก็ยังไม่หยุดตก เราจึงเดินทางต่อไปยังเป้าหมายต่อไป คือ Yokohama ทั้ง ๆ ที่ฝนยังตกอยู่นั่นแหละ 555 แต่ฝนตกไม่แรงเท่าไหร่ค่ะ ไม่ใช่พายุ แต่ก็ทำเอาเปียก ๆ ชื้น ๆ ได้เหมือนกัน เดินออกจากสถานีรถไฟ เห็นเด็กน้อยชาวญี่ปุ่นทั้งหลายที่มาทัศนศึกษา Yokohama ถ่ายรูปกับหอนาฬิกาข้างสถานีรถไฟ เลยแอบถ่ายบ้าง แต่ไม่ได้เดินเข้าไปค่ะ ^^

ว่าแล้วก็หาทางหลบฝนในตึกกันดีกว่า เหลียวซ้ายแลขวา ข้างหน้าน่าจะเป็นห้างค่ะ

แอบดูแผนที่ซะหน่อย ไปไหนดีน้า

เดินฝ่าฝนข้ามสะพานไปก่อน

ถ้าดูจากแผนที่และไม่ผิด ตึกนี้คือ Queen’s building ของ Yokohama ค่ะ นับว่าเป็นตึกที่สูงที่สุด (เท่าที่ดูก็ไม่มีตึกไหนสูงกว่ามันนะคะ) ที่คนชอบขึ้นไปชมวิวกันที่ชั้นบนสุด แต่รู้สึกว่าจะเสียตังค์ และถ้าขึ้นไปทั้ง ๆ ที่ ฝนตกอย่างนี้ ก็ไม่น่าจะเห็นอะไรอยู่ดี ว่าแล้วก็ผ่านไปตามระเบียบ

มองไปเห็นชิงช้าสวรรค์แห่ง Cosmo World อยู่ลิบๆ

สวนสาธารณะท่ามกลางสายฝน ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีแล้วค่ะ

เดินมาได้ตั้งไกล แต่ฝนยังไม่มีที่ท่าว่าจะหยุด เลยเดินเข้า mall แถว ๆ นั้น ไปซื้อร่มคันเล็ก ๆ มาดีกว่าค่ะ เจอคุณลุงซานต้านั่งอยู่ เลยขอถ่ายรูปด้วยซะหน่อย

มองไปเห็นอาคารแห่งนี้อยู่ไกล ๆ ดูเหมาะกับการหลบฝนเป็นอย่างยิ่ง อันที่จริงมันก็คือห้างสรรพสินค้าอีกแห่งนึงนั่นเอง แต่โครงสร้างภายนอกสร้างเลียนแบบคลังเก็บสินค้าสำหรับรับ – ส่งสินค้าทางเรือค่ะ เพราะตั้งอยู่บริเวณท่าเรือ และคลังสินค้าเก่าพอดี

มาถึง Yokohama แล้วก็ต้องถ่ายรูปกับท่าเรือหน่อยนึง แม้ฝนจะตก ก็ไม่หวั่น

ป้ายอธิบาย ว่าแต่ก่อนแถวนี้มีอะไรบ้าง

ร่องรอยของอาคารคลังสินค้าเก่าค่ะ เหลือแค่นี้เอง

ฝาท่อน้ำ พบได้ทั่วไปตามท้องถนนที่ Yokohama

อีกที่นึงที่เราคิดว่าคนมา Yokohama ควรมา ก็คือสวนสนุก Cosmo World ค่ะ ป้ายทางเข้าอยู่ตรงนี้ จากภาพคิดว่าน่าจะเปิดทั้งวันทั้งคืน หรือไม่ก็เปิดถึงกลางคืนดึกประมาณนึง เครื่องเล่นจะออกแนวสวนสนุก แต่พื้นที่ก็ไม่ใหญ่เท่าไหร่ค่ะ

ชิงช้าสวรรค์ (มั้ง) ของสวนสนุก Cosmo World ค่ะ เห็นคุณแฟนบอกว่า ไม่ต้องเสียค่าเข้า แต่เสียค่าเล่นหากจะเล่นเครื่องเล่นต่าง ๆ น่าเสียดายที่ตอนนี้ฝนตก ไม่งั้นที่นี่น่าจะคึกคักน่าดู เพราะของเล่นก็น่าเล่นทั้งนั้นเลย

ไฟตกแต่งตามต้นไม้ กลางคืนน่าจะสวยทีเดียว

ฝนตกเล่นไม่ได้ ขอถ่ายรูปแทนแล้วกัน

Booth ขายตั๋ว สำหรับเครื่องเล่นต่าง ๆ

ซุ้มเล่นเกมแนวยิงเป้า ปากระป๋อง คล้ายๆ งานวัด หรืองานกาชาดบ้านเรา

ของเล่นแนวน่ารักสำหรับเด็ก ๆ

อันปังแมน น่ารักอะ ^^

บ้านผีสิงก็มีค่ะ แต่เราไม่ได้เข้าไป

…..และแล้วก็ต้องร่ำลา Yokohama ท่ามกลางสายฝน — ซึ่งก็ยังคงตกได้ตกดีอยู่นั่นเอง … T-T …- เพราะต้องมุ่งหน้าไปเป้าหมายต่อไป ซึ่งก็คือ Raumen Museum (ชื่อตาม website เค้า เขียนอย่างนี้ค่ะ) ที่ Shin-Yokohama ค่ะ

Japan Honeymoon Trip (9) : Kamakura

เพื่อนเตือนมาแต่เช้า ว่าวันนี้พยากรณ์อากาศบอกว่าฝนตก แต่ยังไงซะเราก็จะไปคามาคุระ – โยโกฮาม่า ตามที่ตั้งใจให้ได้ค่ะ กะว่าฝนตกก็วิ่งหลบฝนเอา คงไม่เท่าไหร่ (..มั้ง?) คือถึงอยู่ในโตเกียว พยากรณ์อากาศก็บอกว่าฝนตกเหมือนกันค่ะ แต่ตอนเช้า ๆ ยังไม่มีอะไรหรอก

ค่าตั๋วที่ซื้อมาก่อน — บางทีพอไปถึงปลายสถานี พบว่ามันไม่ใช่ราคานี้ก็มีเหมือนกันนะคะ แต่ที่ปลายสถานี จะมีตู้ปรับราคาให้เราจ่ายเงินเพิ่มได้เพื่อที่จะออกไปจากสถานีปลายทาง หรือถ้าไม่มั่นใจ จะขอความช่วยเหลือจากนายสถานีก็ได้ค่ะ

มาถึงคามาคุระกันก่อน จุดมุ่งหมายสำคัญของคนที่มาที่นี่ คือ Daibutsu หรือ Great Budda หรือพระใหญ่ที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดีจากพวกโปสการ์ด และปฏิทินญี่ปุ่นค่ะ จากสถานีไปจริง ๆ ก็ไม่น่าจะไกลเท่าไหร่ แต่เราเห็นมีแหล่งช็อปปิ้งน่าสนใจตรงประตูสีแดง เลยอยากจะแวะดูก่อนค่ะ

ถนน Shopping Street มีร้านค้ามากมาย

ว่าแล้ว …ก็มาเดินชมกันก่อนนิดนึงละกันนะ ^^”

น้องแมวน่ารัก ต้อนรับอยู่หน้าร้าน

ของชำร่วยน่ารัก ๆ ราคาไม่แพงด้วย

แนวขนมก็มีจ้า ^^

ร้านดอกไม้น่ารัก ๆ ก็มี

ขอถ่ายรูปหน่อยจ้า^^

ถ่ายรูปกะน้องแมวกวักด้วย ^^

แต่พอเดินไปได้ซักพัก ฝนก็เริ่มจะโปรยปรายลงมาจริง ๆ แล้วง่า ….^^”…. เนื่องจากว่ามันประมาณ 11 โมงแล้ว เราก็เลยชวนคุณแฟนหาอะไรทานดีกว่าค่ะ เผื่อว่าทานเสร็จแล้วฝนจะหยุดตก ….ซึ่งถนนสายนี้ก็มีร้านอาหารมากมายเลยค่ะ

เราเลือกร้านนี้ค่ะ ร้านแรกเลย ^^

ตัวอย่างเมนูดูน่าทาน

ขนมในร้านก็มากมาย ^^

แต่ปรากฎว่า…ทานข้าวเสร็จก็แล้ว…ฝนก็ยังไม่หยุดตกซะงั้น ….-“-…. จะหาซื้อร่มก็ไม่มีขาย ว่าแล้วก็ต้องหาที่หลบฝนกันอีกรอบ พอดีคุณแฟนหาข้อมูลมาว่า ที่คามาคุระนี้มีร้าน Starbucks สวย ๆ เราจึงเดินมาถึงร้านนี้กันค่ะ อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟมากนัก ถ้าเดินไปแบบฝนไม่ตก คงรู้สึกว่าใกล้นิดเดียว แต่พอฝนตก และไม่มีร่ม ก็ทุลักทุเลนิดหน่อยค่ะ

หน้าร้านตกแต่งรับเทศกาล X’mas

แก้วกาแฟ Theme X’mas เช่นกัน

บรรยากาศภายในร้านค่ะ

จุดเด่นที่สำคัญของร้านนี้คือ มีสระว่ายน้ำเล็ก ๆ ด้วย คาดว่าน่าจะใช้ได้จริง แต่ไม่รู้ว่าจะมีใครใช้ว่ายน้ำรึเปล่า ที่แน่ ๆ คือออกไปนั่งชมวิว จิบกาแฟด้านนอกได้ค่ะ ซึ่งเรากะคุณแฟนก็ว่าจะทำอย่างนั้นอยู่เหมือนกัน ถ้าฝนมันไม่ตกอะนะ

แต่ในเมื่อฝนมันยังตกอยู่ ก็เลยนั่งจิบกาแฟอุ่น ๆ ข้างในดีกว่านะ

ตัวอย่างขนมที่ทางร้านเอามาแจกจ้า ^^

Japan Honeymoon Trip (7) : Tokyo Disney Sea

Disneyland ที่อเมริกา ก็เคยไปมาแล้ว แต่มาญี่ปุ่นมี Disneyland ก็อยากไปอีก…^^”…555 .. อย่ากระนั้นเลย เนื่องจากที่นี่มีพิเศษกว่าที่แคลิฟอร์เนีย คือมี Tokyo Disney Sea ด้วย เราก็เลยมา Disney Sea ดีกว่า แปลกใหม่ดี เดินทางสะดวกสบายด้วยรถไฟเช่นเคยค่ะ มี Disney Resort Line ซึ่งมาถึงเลย

ตั๋วพร้อม คนก็พร้อมค่ะ ^^

จากแผนที่ จะเห็นว่าในส่วนของ Disneyland และ Disney Sea นั้นกว้างพอ ๆ กันเลย เพราะงั้นใครที่อยากมาให้ทั่วทั้ง 2 park ควรมีเวลาสัก 2 วันเป็นอย่างน้อย ถ้าไม่อยากไปต่อคิวซื้อตั๋วหน้า Park สามารถซื้อตั๋ว E-ticket ได้เลย – ที่ นี่ – แต่รู้สึกว่ามันจะแค่เลือกวันได้เฉย ๆ ไม่สามารถเลือกได้ว่าจะไป Park ไหน ถ้าต้องการไป Disney Sea จะต้องไปเปลี่ยนบัตรที่ Booth ขายตั๋วอยู่ดี แต่ก็ใช้เวลาไม่นานค่ะ

พร้อมแล้วก็มาขึ้น Disney Resort Line กันเลย ! รถไฟนี้จะจอด 3 สถานีค่ะ คือที่ Disneyland ก่อน แล้วจึงมาส่วนของ Disney Resort ที่เป็นโรงแรม แล้วจึงจะมาถึง Disney Sea ซึ่งอยู่ติดกับทะเลตามลำดับค่ะ

เปลี่ยนตั๋วเรียบร้อย รับแผนที่แล้วก็ลุยกันเลย!

ทางเข้า — มีหมวกพ่อมดของ Mickey Mouse ด้วย

ประตูทางเข้า พอดีว่ามาค่อนข้างสาย คนเยอะทีเดียว

มาดูกำหนดการต่างๆ ซะหน่อย

สิ่งที่ต่างกันระหว่าง Disneyland และ Disney Sea ก็คือ ในส่วนของ Parade ต่าง ๆ จะไม่เดินไปตามท้องถนน แต่ว่าจะเป็นเรือแล่นมาในน้ำแทนค่ะ ช่วงนี้ยังไม่มี Parade เราก็มาดูเครื่องเล่นต่าง ๆ กันก่อนดีกว่า

อย่างแรกที่เห็น แต่คิวยาวจัด ก็คือ Toy Story นั่นเองค่ะ คิดว่าน่าจะเป็นหนังหรือละครเวที แต่เห็นคิวยาวมาก Fast Past ก็ไม่มี เกรงว่าจะเป็นการเสียเวลาเล่นเครื่องเล่นอื่น ๆ ซะเปล่า ๆ ก็เลยขอผ่านไปก่อนดีกว่าค่ะ

เครื่องเล่นสุดฮิตอย่าง Indianna Jones คิวย้าวยาวอีกเช่นกัน… แต่ว่ามี fast past ก็เลยเอา fast past มาก่อนก็แล้วกัน อันว่า fast past นี้ คนที่เคยเข้าไปเล่นใน Disneyland คงรู้จักกันดีเนาะ … มันก็คือการจองเวลาไว้ก่อนนั่นเองค่ะ ว่าเราจะกลับมาเล่นเครื่องเล่นนี้เวลาไหน เมื่อเวลาตามบัตรมาถึง เราก็กลับมา แล้วก็จะได้คิวที่สั้นกว่าปกติพอสมควรทีเดียวค่ะ

อีกฝั่งนึงของ Indianna Jones ค่ะ

Disney Sea แบ่งเป็น Zone ต่าง ๆ ทั้งหมด 7 Zone นั่นก์คือ Mediteranean Harbor คืออ่าวที่เป็นจุดแสดง Parade และร้านค้า ต่อด้วย Zone เครื่องเล่น คือ American Waterfront, Mysterious Island, Port Discovery, Lost River Delta, Mermaid Lagoon และก็ Arabian Coast ตามลำดับค่ะ แต่ละ Zone อยู่ไม่ไกลกันมาก เดินถึงกันได้สบาย … ส่วนแต่ละ Zone จะมีอะไรบ้างนั้น สามารถเช็คได้ที่นี่เลย : http://www.tokyodisneyresort.jp/en/tds/

เครื่องเล่นส่วนใหญ่ออกแนว chill chill นั่งรถนั่งเรือชมการแสดงน่ารัก ๆ ซะเป็นส่วนใหญ่ ดังเช่น Sinbad’s Storybook Voyage อันนี้ค่ะ น่าเสียดายที่การแสดงทั้งหลายเป็นภาษาญี่ปุ่นหมดเลย…^^”…. โดยที่ไม่มี subtitle ให้ด้วย ดังนั้นใครที่ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นเช่นเรา อาจจะงงๆ หน่อยนะ…..

ดินแดน Mermaid Lagoon จาก Little Mermaid

ขอถ่ายรูปกะคุณแฟนก่อนละกัน ^^

ดูจากแผนที่เหมือนเครื่องเล่นจะเยอะ แต่ส่วนใหญ่เป็นแนวนี้ค่ะ

คฑาเนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปี Disney Sea อยู่ตามจุดต่าง ๆ ใน park เมื่อเราไปแตะ จะมีแสงวิ้ง ๆ เห็นว่าถ้ามีคฑาเล็ก ๆ ของเค้า (ซึ่งน่าจะต้องเสียเงินซื้อ) จะมีคำอวยพรด้วยค่ะ

อันนี้ก็เป็นเครื่องเล่นน่าสนใจอีกอย่างที่ไม่ควรพลาด ตั้งอยู่ที่ Mysterious Island ค่ะ

อันนี้เค้าว่าน่ากลัวสุด ไม่เหมาะสำหรับคนไม่ชอบเครื่องเล่นแนวหวาดเสียว ตั้งอยู่ที่ American Waterfront เราเห็นแล้วคิดว่ามันน่าจะเหมือน Hotel California ที่เคยเล่นที่อเมริกา เลยไม่เล่น ปล่อยให้คุณแฟนไปเล่นคนเดียว ซึ่งเค้าก็บอกว่าเหมือนกันจริง ๆ ค่ะ เพียงแต่พากษ์เป็นภาษาญี่ปุ่น …^^”…

เริ่มค่ำแล้ว แต่เรายังไม่กลับ เพราะว่าจะรอดูการแสดงต่าง ๆ รวมทั้ง Parade ที่คาดว่าน่าจะมีแสงไฟสวยงามกว่า Parade กลางวันค่ะ เนื่องจากเป็นช่วงใกล้ X’mas จึงมีการตกแต่งประดับไฟที่สวยงามเช่นนี้ (ขอบคุณ Google Auto Awesome สำหรับภาพวิ้งๆ นะคะ… คือเราไม่ได้ทำ แต่พอ upload ขึ้นแล้วมันเป็นเอง ^^)

Mickey กะ Minnie เริงระบำ ^^

ป๊อปคอร์นที่ซื้อมากินระหว่างรอชม show …จริง ๆ แล้วที่นี่มีป๊อบคอร์นหลายรสมาก ทั้ง Caramel, Milk Tea, Apple Cinnamon, Strawberry, Salt, Black Pepper, Corn Potage และรสสุดฮิตที่เขาว่ามีขายที่นี่ที่เดียว คือ Curry ที่เรากะคุณแฟนซื้อมาค่ะ แต่ละ Zone จะมีรสต่างๆ กัน ซึ่งสามารถเช็คได้ใน Map (แต่เราดันมาเห็นเมื่อกลับถึงเมืองไทยแล้ว 555) สำหรับรส Curry ถ้าใครสนใจ มันอยู่ที่ Arabian Coast ค่ะ ….^^…..

ระหว่างรออีกเหมือนกัน ชมของขวัญของฝากในร้านซะหน่อย….ที่ฮิตมากจริงๆ ก็คือน้องหมีนี่แหละค่ะ เด็กน้อย ๆ หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ มีอุ้มกันเกือบจะทุกคนเลย …….^^….

การแสดงชุดพิเศษ Color of Christmas ที่มีเฉพาะช่วงนี้

และการแสดงปิดท้าย คือพลุ Disney Magic in the Sky ค่ะ

บ๊าบ..บาย Tokyo Disney Sea เมื่อเวลาประมาณ 2 ทุ่ม จ้า

%d bloggers like this: